ค้นหา
วิชญาณัม เว็บบอร์ด สมุนไพรใกล้ตัว คีเฟอร์ (kefir) : นมหมักเพื่อสุ ...
ดู: 11267|ตอบ: 22
go

คีเฟอร์ (kefir) : นมหมักเพื่อสุขภาพ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 15:53 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
คีเฟอร์ : นมหมักเพื่อสุขภาพ

นมเป็นอาหารที่คนทุกเพศทุกวัยนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง เหล็กช่วยสร้างเม็ดโลหิต นอกจากนี้ยังมีวิตามินดีและซี
นอกจากการดื่มนมสดแล้ว มนุษย์ยังรู้จักการนำน้ำนมไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ โดยการหมักด้วยจุลินทรีย์หลากหลายชนิด ได้แก่ โยเกิร์ต (Yogurt) บัตเตอร์มิลค์ (Butter milk) ครีมเปรี้ยว (Sour cream) เนยแข็ง (Cheese) คูมิส (Kumiss) acidophilus milk และอื่นๆ อีกมากมาย โดยผลิตภัณฑ์นมหมักที่จะนำมาให้รู้จักกันในวันนี้ คือ “คีเฟอร์ (Kefir)”



คีเฟอร์ หรือ Kefir (ออกเสียงว่า keh-FEER) คำว่า “kefir” เป็นคำที่มาจากภาษาตุรกีหมายถึง “ทำให้รู้สึกดี” เนื่องจากคีเฟอร์มีรสเปรี้ยวและมีแอลกอฮอล์อยู่เล็กน้อย เมื่อดื่มจะทำให้รู้สึกสดชื่น คีเฟอร์อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น keefir, kephir, kewra, talai, mudu kekiya, milkkefir, búlgaros บางครั้งเรียกว่า "Champagne yogurt" สำหรับชาวไทยคีเฟอร์เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “บัวหิมะธิเบต” คีเฟอร์มีต้นกำเนิดจากที่ราบในแถบเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) เชื่อว่าการผลิตคีเฟอร์มีมานานกว่า 1,500 ปี การผลิตคีเฟอร์แบบดั้งเดิมทำโดยการการเติมเม็ดคีเฟอร์ลงในนมวัวหรือนมแพะที่บรรจุในถุงหนังสัตว์ แล้วนำไปแขวนไว้ตรงประตูทางเข้าบ้าน เมื่อมีคนเดินผ่านไปมาจะทำให้มีการกระแทกของถุงหนังกับบานประตู ขั้นตอนดังกล่าวจะช่วยทำให้น้ำนมและเม็ดคีเฟอร์ ผสมคลุกเคล้ากันอย่างทั่วถึง

เม็ดคีเฟอร์ (Kefir grains) คืออะไร ?
หลายคนอาจเข้าใจว่าคีเฟอร์เป็นพืชหรือเห็ด แท้จริงแล้ว ภายในเม็ดคีเฟอร์ประกอบไปด้วยจุลินทรีย์ 2 ชนิด ได้แก่ ยีสต์ Saccharomyces exiguus หรือ S. kefir และแบคทีเรียแลคติค (lactic acid bacteria) ที่อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน (symbiosis) และยึดเกาะกันด้วยสารที่มีลักษณะเป็นเมือกเหนียวประเภทพอลีแซคคาไรด์จนเกิดการก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ มีสีขาวจนถึงเหลืองอ่อน ขนาดเท่าผลวอลนัทและเล็กได้จนเท่ากับเมล็ดข้าว คีเฟอร์จะมีกลิ่นอ่อนๆ ของยีสต์หรือกลิ่นคล้ายเบียร์ การหมักแลคโทสโดยแบคทีเรียแลคติคจะทำให้เกิดรสเปรี้ยว (กรดแลคติค) ส่วนการหมักโดยยีสต์จะทำให้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์เกิดขึ้นเล็กน้อย (ประมาณ 1-2% ขึ้นกับระยะเวลาของการบ่มและอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง) ลักษณะของคีเฟอร์ใกล้เคียงกับโยเกิร์ต แต่คีเฟอร์จะมีกลิ่นที่แรงกว่าเล็กน้อย โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงเม็ดคีเฟอร์ในน้ำนม ซึ่งอาจเป็นนมวัว นมแพะ นมแกะ หรือนมอูฐเพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมทำให้เม็ดคีเฟอร์เจริญได้ดี แต่บางครั้งอาจเพาะเลี้ยงในน้ำนมถั่วเหลือง น้ำนมข้าว น้ำกะทิ น้ำผลไม้ หรือน้ำมะพร้าว เม็ดคีเฟอร์ที่เลี้ยงในน้ำผสมน้ำตาลจะเรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ (Water kefir)” ซึ่งจะมีลักษณะใสกว่าคีเฟอร์ที่เลี้ยงในน้ำนม การเพาะเลี้ยงในอาหารแต่ละชนิดจะให้ kefir grains มีลักษณะและขนาดของแตกต่างกันออกไป การดื่มคีเฟอร์โดยตรงอาจมีรสเปรี้ยวมากเกินไป โดยทั่วไปจึงนิยมเติมผลไม้ น้ำผึ้ง หรือสารให้ความหวานชนิดอื่นๆ ลงไปด้วย
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 15:58 |แสดงโพสต์ทั้งหมด


สำหรับชาวไทยจะคุ้นเคยและรู้จักคีเฟอร์กันดีในชื่อของบัวหิมะธิเบต สามารถเพาะเลี้ยงได้เองตามบ้าน โดยอาจทำในภาชนะแก้วหรือพลาสติก โดยการถ่ายเม็ดคีเฟอร์ที่ได้มาลงในน้ำนม ตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 18-24 ชั่วโมง จากนั้นนำมากรองแล้วดื่ม มีความเชื่อกันว่าลักษณะของคีเฟอร์ที่สมบูรณ์จะบ่งบอกถึงสุขภาพของผู้เลี้ยง และต้นเชื้อคีเฟอร์จะต้องได้มาจากการแบ่งปันเท่านั้น ห้ามซื้อขาย ทำให้การผลิตและบริโภคคีเฟอร์ในประเทศไทยยังคงไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะอาศัยการแบ่งปันกันเฉพาะในแวดวงของคนที่รู้จักกัน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าห้ามไม่ให้คีเฟอร์สัมผัสโดนภาชนะโลหะ แต่ความจริงคือในระหว่างการหมักจะเกิดกรดซึ่งอาจมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนโลหะออกมาปะปนกับน้ำคีเฟอร์ที่เราจะใช้ดื่ม จึงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

คุณประโยชน์ของคีเฟอร์
ในคีเฟอร์อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ทริปโตเฟน (Tryptophan) แคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส มีวิตามิน A, B1, B12, C และวิตามิน K เม็ดคีเฟอร์ประกอบด้วยสารโพลีแซคคาไรด์ที่สามารถละลายน้ำได้ที่มีชื่อว่า kefiran ซึ่งเป็นส่วนที่มีผิวสัมผัสคล้ายวุ้นในปาก kefiran ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยมีการศึกษาพบว่าช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในซีรัมของหนู แบคทีเรียที่สร้าง kefiran ได้คือ Lactobacillus delbrueckii subsp. bulgaricus หรือ L. kefir คีเฟอร์ที่บ่มนานๆ จะทำให้มีรสเปรี้ยวและทำให้ปริมาณกรดโฟลิค (vitamin B9) เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ คีเฟอร์ยังเป็นผลิตภัณฑ์นมที่เหมาะสำหรับคนที่ดื่มนมแล้วท้องเสีย (เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยแลคโทสในนมได้) แต่จุลินทรีย์ในคีเฟอร์จะย่อยแลคโทสในนม รวมทั้งช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าคีเฟอร์มีสรรพคุณทางความงาม เช่น ใช้ผสมลงในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ครีมพอกหน้าจะทำให้ผิวขาวขึ้น ลดจุดด่างดำ รักษาสิว ทำให้ใบหน้าเต่งตึงดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น มีรายงานว่าคีเฟอร์มีผลในการยับยั้งเนื้องอกและมะเร็งปอดของหนู ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว และยับยั้งการแพร่กระจายของโรคจากเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย

ถ้าหากคุณเป็นคนที่ดื่มนมสดไม่ได้ คีเฟอร์จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งให้ทั้งคุณประโยชน์และความอร่อยไม่แพ้นมสดเลยทีเดียว
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 16:03 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
นมคีเฟอร์

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 16:04 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
นมแพะคีเฟอร์

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 16:10 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
คำแนะนำเล็กน้อย เกี่ยวกับ บัวหิมะ Kefir
1. บัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ เป็นพืชตระกูลเดียวกับ “เห็ด” และ “ยีสต์”
2. นมหรือโยเกิร์ตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงบัวหิมะนี้ มีรสและกลิ่นเปรี้ยว ไม่ใช่นมบูด แต่มีกระบวนการย่อยสลายเหมือนกับการบูดของอาหาร ต่างกันที่จุลินทรีย์ที่ใช้หมักบัวหิมะนี้ เป็นจุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินแล้วไม่ท้องเสีย
3. ตอนที่ได้รับบัวหิมะมาในวันแรกๆ (ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์แรก) ปริมาณจะยังมีน้อยอยู่ ให้ใส่นมแค่พอท่วมปิดหมด ไม่ต้องใส่นมหมดกล่อง เพื่อให้เมล็ดบัวหิมะได้มีเวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่บอบช้ำจนเกินไป
4. ศึกษาจากเว็บต่างประเทศแล้ว บอกว่า จะดื่มทุกวันก็ได้ ไม่ต้องเว้น 10 วัน (อันนี้แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน)
5. นำโยเกิร์ตที่ได้มาพอกหน้า ประมาณ 30 นาที (หรือรอจนหน้าแห้ง) ทุกคืนก่อนนอน แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า (ไม่ต้องล้างด้วยสบู่) จะทำให้หน้าเนียน ขาว ใสขึ้น รู้สึกผิวเรียบเนียนละเอียดขึ้น สิวก็หาย เนื่องจากโยเกิร์ตบัวหิมะมีคุณสมบัติช่วยรักษาแผลและสมานผิว
6. บางครั้งหากใช้โยเกิร์ตบัวหิมะพอกหน้าแล้วรู้คันยิบๆในบางจุด นั่นไม่อันตราย แต่แสดงว่าผิวหนังบริเวณนั้น เป็นสิว แห้งลอก ซึ่งอาการคันนี้หมายถึงการที่กรดผลไม้และวิตามินต่างๆกำลังเข้าไปช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสมานผิวให้หายเป็นปกติ เมื่อสิวหายแล้วอาการคันนี้จะหมดไป
7. ถ้าหากระชอนกรองที่เป็นพลาสติกไม่ได้ แนะนำให้ใช้กระชอนช้อนปลา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 นิ้วกำลังดี
(ราคาประมาณ 8 – 12 บาท) โดยเวลาใช้ ให้ระวัง ห้ามโดนบริเวณที่เป็นลวดเหล็กเด็ดขาด
8. ไม่จำเป็นต้องล้างบัวหิมะด้วยน้ำทุกวัน เพราะคลอรีนจะทำลายการเจริญเติบโตของบัวหิมะ ไม่จำเป็นต้องล้างน้ำเลย พอกรองโยเกิร์ต ออก ก็เทนมใหม่ ใส่ต่อได้เลย (แต่ควรล้างภาชนะที่ใส่ด้วยนะ) จะทำให้บัวหิมะโตเร็วมาก เหมือนกับการเลี้ยงปลา ที่ต้องใส่น้ำเดิมของมันลงไป และการย้ายต้นไม้ ก็ต้องใส่ดินเดิมของมันลงไปด้วยเช่นกัน ถ้าหากต้องการล้างจริงๆ ให้ใช้น้ำกลั่น หรือน้ำที่ปลอดสารคลอรีน
9. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน 2-3 วัน ให้ใส่นมแค่พอปิดท่วมเม็ดบัวหิมะ แล้วแช่ตู้เย็นช่องแช่เย็นธรรมดาไว้
10. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน เกินกว่า 4-5 วันขึ้นไป ให้ล้างบัวหิมะด้วยน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้งหมาดๆ ไม่ต้องใส่นม แล้วแช่ช่องฟรีซ (ช่องแช่แข็ง)ในตู้เย็น เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของบัวหิมะชั่วคราว และเป็นการป้องกันไม่ให้เสียด้วย
11. หากแช่เย็นแล้ว เมื่อกลับมาใช้อีกครั้ง ให้นำไปล้างน้ำเพื่อให้หายแข็ง (ใช้น้ำอุ่นนิดๆได้ แต่ห้ามใช้น้ำร้อนเด็ดขาด) ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิอุ่นขึ้น แล้วค่อยใส่นม
12. นมโยเกิร์ตที่กรองออกมาแล้ว ที่ดีที่สุดควรดื่มทันที แต่ถ้าอยากเก็บไว้ดื่มตอนหลัง สามารถนำไปแช่เย็นเก็บไว้ได้ 2-3 วัน
13. หากใครกินแล้วท้องไส้ปั่นป่วน นั่นไม่ได้แปลว่าคุณแพ้บัวหิมะ แต่แสดงว่าร่างกายของคุณมีโรคหรือสารพิษตกค้าง ซึ่งอาการปั่นป่วนคืออาการที่บอกว่า บัวหิมะนี้กำลังช่วยให้ร่างกายคุณขับไล่สารพิษนั้น / เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นให้ลดปริมาณการกินในช่วงแรกไปก่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนอาจต้องใช้เวลาปรับตัวไม่เท่ากัน
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 16:13 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ความหมายของโยเกิร์ต
      โยเกิร์ตเป็นผลิตภัณฑ์นมซึ่งผ่านขบวนการหมัก  ทำให้มีรสเปรี้ยวและมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว  ซึ่งมีต้นกำเนิดแถวเทือกเขาคอเคซัสของรัสเซีย   ในโยเกิร์ตจะประกอบด้วยแบคทีเรียหลักๆ 2 ชนิดด้วยกันคือ Streptococcus thermophilus และ Lactobacillus bulgaricus ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้จะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนนมให้เป็นโยเกริ์ต   
ประโยชน์ของโยเกิร์ต
      คุณค่าทางอาหารของโยเกิร์ตนั้นจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตในโยเกิร์ตในขณะที่รับประทาน  ดังนั้นขบวนการผลิต การบรรจุ การเก็บ  ตลอดจนการขนส่ง ล้วนแล้วแต่มีผลต่อคุณภาพของโยเกิร์ต  ถึงแม้ว่าจะไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนในการกำหนดคุณภาพของโยเกิร์ต แต่โยเกิร์ตที่ดีควรมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิต 100 ถึง 1000 ล้านตัวต่อปริมาณโยเกิร์ต 1 มิลลิกรัม
                กระเพาะอาหารจัดเป็นปราการสำคัญในการกำจัดเชื้อโรค เนื่องจากความเป็นกรดใรกระเพาะสามารถฆ่าแบคทีเรียหลายๆชนิดก่อนที่เชื้อโรคเหล่านี้จะผ่านไปยังลำไส้  แบคทีเรียในโยเกิร์ตก็เช่นเดียวกัน จะถูกทำลายไปจำนวนหนึ่งเมื่อผ่านไปที่กระเพาะอาหาร ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรับประทานโยเกิร์ตในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้แบคที่เรียที่มีประโยชน์เหล่านี้จำนวนหนึ่งเหลือรอดผ่านไปยังลำไส้ได้  อย่างไรก็ตามในลำไส้เองก็มีแบคทีเรียมากมายหลายประเภทอาศัยอยู่ บางชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย บางชนิดไม่มีประโยชน์   เมื่อเรารับประทานโยเกริ์ต แบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตจัดเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย แบคทีเรียเหล่านี้จึงไม่สามารถที่จะเกาะติดผนังลำไส้ได้ ดังนั้นจึงถูกขับออกจากลำไส้อย่างรวดเร็ว ในรูปของอุจจาระ
                การรับประทานโยเกิร์ตให้ได้รับประโยชน์เต็มที่นั้นต้องรับประทานเป็นประจำและต้องเป็นปริมาณที่มากพอ เพื่อให้มีปริมาณแบคทีเรียในลำไส้ปริมาณหนึ่ง  เนื่องจากแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะถูกขับออกจากร่างกายในเวลาไม่นานนัก
                โยเกิร์ตจัดเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท probiotics ซึ่งหมายถึงอาหารที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  เนื่องจากสามารถปรับสมดุลของเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้บริโภค    ผลิตภัณฑ์ประเภท probiotics นอกจากโยเกิร์ตแล้ว ยังได้แก่ นมเปรี้ยว ผักดอง  คีเฟอร์

                  สำหรับประโยชน์ของโยเกิร์ตทั่วๆไปมีคุณสมบัติย่อยง่าย เนื่องจากมีเอมไซน์ช่วยย่อยโปรตีนเคซีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยยาก ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อ น้ำตาลแลคโตสอีกทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันกลุ่มแบคทีเรียที่ดีที่อาศัยอยู่ภายในลำไส้ นอกจากนี้ยังเห็นผลในการบรรเทาอาการท้องเสียท้องเดิน เพราะจากการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ป่วยเด็ก หายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น หลังจากได้รับประทานโยเกิร์ต ตลอดจนการช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจเนื่องจากจุลินทรีย์แลคโตบาซิลัส ช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ อย่างไรก็ตามการรับประทานโยเกิร์ตยังสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย เพราะแลคโตบาซิลัสสามารถช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง พร้อมกับช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็งได้ ยังไม่นับกับกรรมวิธีดูแลผิวพรรณและเส้นผมอีกหลากหลายสูตรซึ่งมักจะนำโยเกิร์ตเข้าไปเป็นส่วนผสมสำคัญ
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 16:15 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขั้นตอนการผลิตโยเกิร์ต
                   การผลิตโยเกิร์ตจากเชื้อคีเฟอร์
                            1. นำบัวหิมะหรือคีเฟอร์มาใส่นมแค่พอท่วมปิดหมด ไม่ต้องใส่นมหมดกล่อง เพื่อให้เมล็ดบัวหิมะได้มีเวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่บอบช้ำจนเกินไป
                            2.  ทิ้งไว้1-2  วันหากระชอนกรองที่เป็นพลาสติก     หรือกระชอนผ้า   ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.5 นิ้ว   เทนมที่เลี้ยงคีเฟอร์หรือบัวหิมะลงไป  ร่อนเอาส่วนที่เป็นโยเกิร์ตลงในภาชนะที่สะอาด
                            3.  ล้างคีเฟอร์ด้วยน้ำสะอาด   โดยอาจใช้วิธีปล่อยน้ำไหลผ่าน   หรือแกว่งในน้ำสะอาด   จนกระทั่งสะอาด   ซับน้ำออกให้แห้ง  จึงนำไปใส่ภาชนะใหม่
                            4.  เทนมใหม่ ใส่ต่อต่อไป
                            5.   นำโยเกิร์ตที่ได้เก็บไว้ในตู้เย็น  สามารถนำมารับประทาน  หรือทาหน้าเพื่อให้ผิวหน้านุ่มได้
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 5Rank: 5

ปัทมา โพสต์เมื่อ 2009-11-10 16:47 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
พี่ขา  โยเกิร์ตเหมาะกับคนหน้ามันนะค่ะ  คนหน้าธรรมดาหรือผิวผสมใช้สักระยะ หน้าจะแห้งเป็นขุ่ยอ่ะ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-11-10 17:17 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ถ้าอย่างเธออะห้ามใช้ห้ามกินนะเดี๋ยวที่รักษาให้จะไม่หาย
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 8Rank: 8

Medal No.3 Medal No.2 Medal No.1

JingJo โพสต์เมื่อ 2009-11-10 19:54 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
หา!!! นี่หรือบัวหิมะจากเขาเหลียงซานที่ข้าตามหา

บัดนี้ ข้าจะสำเร็จยุทธขั้นที่ 9 แล้ว ฮ่าๆๆ
Stars Reader

Rank: 5Rank: 5

Medal No.1

อบ โพสต์เมื่อ 2009-11-10 20:18 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
มีแบ่งให้เลี้ยงบ้างมะ  อยากหน้าเด้งอ่ะ

Rank: 5Rank: 5

Ing-oiy โพสต์เมื่อ 2009-12-15 18:01 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณ สาระดี ๆ ค่ะ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2009-12-29 20:23 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขณะนี้เริ่มมีแบ่งปันได้แล้ว มีจำนวนมากพอ
ใครสนใจลงชื่อมาเลยจ้า
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 5Rank: 5

Medal No.1

อบ โพสต์เมื่อ 2009-12-30 13:06 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
อบค่ะ >>>>  ขอบคุณในน้ำใจงาม

Rank: 5Rank: 5

pucca โพสต์เมื่อ 2010-1-5 09:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขอแบ่งด้วยค่ะ -------------> ปุ๊กค่ะ  
เผื่อว่าหน้าจะขาวเด้งด้วยน่ะค่ะ อิอิ
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-1-13 00:12
ขอด้วยค่ะ
พอดีต้องทำรายงานส่งอาจารย์
และอยากได้มาทาน เพื่อสมดุลของร่างกายด้วยค่ะ
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-3-13 09:12
กินแล้วดีนะ ขับถ่ายดีด้วย มีบัวหิมะแบ่งให้ครับ จะมารับเองหรือให้ส่งทางอีเอ็มเอสก็ได้
ไงก็เมลมาได้นะครับ rasoom_67@hotmail.com
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-4-17 09:19
สวัสดีค่ะ ที่บอกว่าทาน20วัน แล้วพัก10วัน เพื่ออะไรค่ะ แล้วถ้าหยุด 10 จะต้องทำยังไง
เพิ่งเลี้ยงค่ะ ถ้ายังไงช่วยบอกด้วยนะค่ะ (bulinpink@hotmail.com)

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2010-4-17 10:32 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ดื่มทุกวันได้ครับไม่ต้องหยุดพัก
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-8-3 19:54
มีแจกคีเฟอร์มะคะ  อยากได้อะคะ อยากให้ผิวสวยอะคะ หน้าใส คะ ^ ^

ใครแจกรบกวนทีนะคะ

เสียค่าจัดส่งอะรายบอกได้คะ du_ang_jaipu@hotmail.com (0843105816 ) ปลานะคะ ^ ^..
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-8-22 17:41
อยากได้มั่งคับ ใครแจกรบกวนด้วยคับ
yabitr32@hotmail.com
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-8-27 17:30
รบกวนค่ะ อยากได้ค่ะ ติดต่อมาได้นะค้ะ jj_socute7@hotmail.com
ผู้เยี่ยมชม โพสต์เมื่อ 2010-8-30 11:09
สนใจอยากเลี้ยงค่ะ ใครแจกรบกวนขอบ้าง
มีค่าจัดส่งเท่าไหร่บอกได้ค่ะ sanook_nik@hotmail.com
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | ลงทะเบียน
รหัสลับ เปลี่ยน