ค้นหา
วิชญาณัม ยินดีต้อนรับ www.vichanum.net เว็บบอร์ด เข้าวัดที่ใจ ธรรมะสำหรับรับมือกับมะเร็ง ...
ดู: 71|ตอบ: 0
go

ธรรมะสำหรับรับมือกับมะเร็ง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-3-13 20:11 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ธรรมะสำหรับรับมือกับมะเร็ง

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) (2554 : 71-74) แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า

อาตมภาพรู้จักสตรีผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง เธอมีหน้าที่การงานดี หน้าตาดี ฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่การที่เธอมีหน้าที่การงานดี หน้าตาดี ฐานะทางเศรษฐกิจดี ไม่ได้หมายความว่า คนที่ดีพร้อมอย่างนี้จะไม่ป่วย ความป่วยเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีใครได้รับการยกเว้นว่าจะไม่ป่วย ผู้หญิงคนนี้ก็เช่นกัน







อยู่มาวันหนึ่ง เธอรู้ว่าตนเองป่วย เป็นความป่วยที่เธอบอกว่าหนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิต เพราะเธอป่วยด้วยโรคมะเร็ง พอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เธอต้องทิ้งภารกิจทุกอย่าง ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเตรียมรับมือกับความตายเพียงอย่างเดียวให้ดีที่สุด เธอพยายามรักษาตัวเองด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ยิ่งรักษากลับยิ่งทรุดโทรม จึงหันมารักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ ผลก็คือ เธอดีขึ้นมาชั่วเวลาหนึ่ง แต่แล้วกลับทรุดลงไปเหมือนเดิมอีก คราวนี้เธอเห็นแล้วว่าพึ่งหมออีกต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งธรรม

เมื่อคิดจะพึ่งธรรม กัลยาณมิตรคนหนึ่งก็ต่อสายโทรศัพท์มาหาอาตมภาพ ให้เธอได้สนทนาธรรม พอเริ่มต้นสนทนา เธอก็บ่นน้อยอกน้อยใจว่า ทำไมคนที่ทำดีมาทั้งชีวิตต้องมาประสบเคราะห์กรรมหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ด้วย เธอเล่าว่า ตั้งแต่เด็กจนโต เธอทำแต่ความดี ทุกเช้าก็ตักบาตรพระที่หน้าบ้านตลอด ไม่เคยเบียดเบียนใครเลยตลอดเวลาอันยาวนาน แต่ดูเอาเถิด บุญที่เคยทำเอาไว้ ทำไมไม่ช่วยให้หายป่วยจากโรคร้ายนี้เสียที

ได้ยินแล้วอาตมาจึงถามต่อไปว่า แล้วทุกวันนี้รับมือกับความป่วยอย่างไร เธอเล่าว่า ทำได้อย่างดีที่สุดก็เพียง “ตามดู ตามรู้ เวทนา (ความรู้สึกเจ็บปวด) ที่เกิดขึ้นทางกายด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม” เท่านั้น

แล้ว “ผลเป็นอย่างไร” อาตมาถาม

เธอตอบว่า “ถ้าโยมไม่ได้อาศัยการเจริญวิปัสสนาด้วยการตามดูรู้เท่าทันความเจ็บปวด ป่านนี้ก็คงขอให้หมอฉีดยาให้ตัวเองตายไปแล้ว เพราะมันปวดเหลือเกิน แต่ทุกวันนี้เวลาปวดขึ้นมาแทบล้มประดาตาย โยมก็พิจารณาเจริญสติจนเห็นว่า ความปวดเป็นเรื่องของกาย แต่ใจเราไม่ควรปวด แล้วพยายามตามดู จนรู้ว่าความปวดก็มีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้เห็นว่าความปวดนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้ว่าทำได้ยากเหลือเกิน แต่ก็พยายามทำอยู่ และจะพยายามต่อไปให้ถึงที่สุด เพราะนี่เป็นวาระสุดท้ายแล้วที่จะได้เจริญสติ...”






ได้ยินอย่างนี้แล้ว อาตมาจึงบอกว่า “โยมรู้ไหม บุญที่โยมมองหา ก็คือวิปัสสนาปัญญาที่โยมมองไม่เห็น นั่นอย่างไรล่ะ รู้ไหม ในโลกนี้จะมีคนป่วยหนักสักกี่คนที่สามารถเปลี่ยนความเจ็บป่วยเป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรม ที่โยมทำมานั้นถูกต้องที่สุดแล้ว การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามดู รู้เท่าทันกายที่กำลังเจ็บปวดอยู่ ใจที่กำลังทุรนทุรายทุกข์ตรมขมไหม้อึดอัดขัดเคืองห่วงหาอาลัยกังวลอยู่ คือสุดยอดของบุญกุศลแล้ว บุญชนิดนี้เป็นที่สุดแห่งบุญ ไม่ต้องมองหาบุญชนิดไหนอีกแล้ว เพราะการเจริญวิปัสสนานี้ ถ้าปัญญาแก่กล้าขึ้นมาแล้ว ก็เป็นโอกาสให้บรรลุธรรม หลุดพ้นจากการตายได้ ก่อนที่ร่างกายจะตาย (แตกดับ) จริง ๆ เสียอีก”

ผลของการสนทนาธรรมในวันนั้น ทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นมาก เพราะเธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ส่องกระจก แล้วเพิ่งพบว่า แท้ที่จริงการรับมือกับความเจ็บป่วยด้วยวิธีเจริญวิปัสสนานั้น เป็นยอดแห่งการทำบุญอยู่แล้ว ตนเองกำลังมีชีวิตที่บุญกำลังให้ผลอยู่บนเตียงแท้ ๆ แต่กลับมองไม่เห็น ในทัศนะของอาตมาถือว่า จะมีใครมีบุญยิ่งไปกว่าคนที่รู้จักการเจริญสติเป็นไม่มีอีกแล้ว

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เธอเกิดความรู้สึกภูมิใจในตนเองว่า เดินมาถูกทางแล้ว จึงถือเอาความเจ็บป่วยนั่นเองเป็นครูในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เจ็บขึ้นมาก็พิจารณาลงไป จนสามารถเห็นอย่างลึกซึ้งว่าความเจ็บของกายเป็นส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากใจได้ เมื่อเธอแยกกายแยกใจออกจากกันได้ จิตก็มีกำลังมาก ปรากฏว่าอาการป่วยดีวันดีคืน

การสนทนาธรรมครั้งหลังสุดเธอบอกว่า ทำใจได้แล้ว ถึงตายลงไปก็ไม่เสียดายชาติเกิด เพราะรู้แล้วว่า ที่กำลังจะตายลงไปนั้นไม่ใช่เธอตาย มีแต่สังขารร่างกายที่เกิดจากการปรุงแต่งชั่วคราวเท่านั้นที่ตาย กายส่วนกายใจส่วนใจ เธอขอให้หมอดูแลกายเท่าที่จะทำได้ ส่วนเธอขอดูแลใจตัวเองด้วยธรรมโอสถ

นี่คือตัวอย่างของคนที่กายป่วย แต่ใจสบาย หรือป่วยกาย แต่ใจไม่ป่วย คนที่รู้จักเปลี่ยนความเจ็บไข้ให้เป็นครูทางธรรมอย่างนี้คือยอดคน

เราทุกคน วันหนึ่งจะป่วยกาย ก็ขอให้เตือนตัวเองเอาไว้ด้วยว่า กายป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วย หรือกายป่วยขึ้นมา ฉันจะเปลี่ยนให้เป็นเวลาของการปฏิบัติธรรม ด้วยท่าทีอย่างนี้ ความป่วยก็จะเป็นเรื่องธรรมดา ป่วยขึ้นมาก็ได้ปัญญาเป็นกำไร ถ้าได้ปัญญามาก ๆ ก็จะพบสัจธรรมว่า มีแต่ความป่วย แต่ไม่มีผู้ป่วย เมื่อไม่มีผู้ป่วย ความป่วยก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป


เอกสารอ้างอิง : พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี). หนึ่งคนตาย ล้านคนตื่น (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ปราณ, 2554.


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง
รหัสลับ เปลี่ยน