ค้นหา
ดู: 360|ตอบ: 12
go

รอบอกชาติหน้าไม่ได้ ๒

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-4 10:37 |แสดงโพสต์ทั้งหมด


หลวงพ่อวัดปากน้ำ

phramongkolthepmuni_2.jpg



ฉันยังจดจำได้ดี วันนั้นฝนตกพรำๆ ตั้งแต่เช้า ลูกค้าของร้านฉันหายไปเกือบหมด ลูกน้องก็นั่งง่วง ฉันเองก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ ตกคํ่าสักประมาณสามทุ่ม แน่ใจว่าป่านนี้คงไม่มีลูกค้าแล้ว ตัดใจเคลียร์บัญชี กลับบ้านดีกว่า ขณะที่กำลังนั่งก้มๆ เงยๆ อยู่ที่เคาน์เตอร์ มีเสียงผู้ชายทักขึ้นว่า

"พี่ ผมนึกว่าจะมาไม่ทันเสียอีก ขายดีนะ"
เสียงคุณวิชัยเจ้าของโรงงานประกอบเครื่องครัวนั่นเอง
"คงจะดีหรอกถ้าฝนไม่ตก ทำไมมาจนคํ่าปานนี้มาก็ดีแล้ว ช่วยเข้าไปดูที่ครัวหน่อยซิเห็นลูกน้องบอกว่าพัดลมฮู้ทเสียงมัน ดังมาก"
"ครับๆ แต่พี่อย่าเพิ่มกลับนะครับ ผมอยากพูดด้วย"

แล้วคุณวิชัยก็เดินเข้าไปในครัว เมื่อฉันเก็บของเรียบร้อยมา นั่งรออยู่ที่โต๊ะกลางร้าน สักครู่เขาเดินออกมาบอกว่า พรุ่งนี้จะให้ลูกน้องมาจัดการให้แต่เช้า แล้วเขาก็นั่งลงที่โต๊ะระหว่างทางเดินที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกับฉัน

"เธอมีอะไรจะคุยหรือ"
"ครับ ผมว่าพี่ต้องบอกผมได้ ผมมีพระให้พี่ดู"
ว่าแล้ว เขาก็ถอดสร้อยออกจากคอที่มีพระห้อยอยู่ ฉันก้มลงไหวแล้ว เอื้อมมือไปรับ ยังไม่ทันจะเงยหน้า ฉันเห็นเท้าคู่หนึ่งผิวสีดำ แดงนวลสะอาดไม่มีรองเท้า เหลือบมองสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ เห็นผ้าสีเหลือง แขนข้างหนึ่งอุ้มบาตร อีกข้างหนึ่งเปิดฝาบาตร ถือดอกสร้อยทองเป็นกำ มีธูปเทียนรวมอยู่ด้วย ในบาตรมี ข้าวสวย ปลาสลิดทอด ลอดช่อง ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง หมาก พลูฯ มองสูงขึ้นไปอีกฉันตกตะลึงเมื่อเห็นหน้าท่าน

"อุ๊ย หลวงพ่อสดวัดปากน้ำ"  ฉันอุทานด้วยความตื่นเต้น
"ยังไม่ทันดูพระเลย รู้แล้วหรือก็ใช่น่าซี..."
คุณวิชัยทัก ขณะที่ฉันเองยังรู้สึกตื่นเต้น ปีติจนนํ้าตาริน พูดอะไรไม่ออก รู้สึกตื้นตันใจ
คุณวิชัยพูดว่า "คนเขาลือกันว่ารุ่นนี้ดัง พี่ว่าจริงไหม ผมเพิ่งบูชามา..."

ฉันได้แต่พยักหน้า
คุณวิชัยยังพูดต่อไปอีกว่า

"...เมียผมด่าน่าดูเลย ว่า เสียเงิน เห็นคนให้เช่าบอกว่าเป็นรุ่นสี่ พี่ช่วยดูให้ผมหน่อยว่า เป็นรุ่นสี่หรือเปล่า"
"ฉันดูอะไรไม่เป็นหรอก ไม่ว่าพระเครื่อง พระบูชา พระพิมพ์หรือพระผง" ฉันตอบไปตามความเป็นจริง
"อ้าว แล้วพี่รู้ได้งัยว่าเป็นหลวงพ่อวัดปากน้ำ?"
"เอ้อ ..." ฉันจะตอบคุณวิชัยอย่างไรดี
"ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย อีกอย่างฉันไม่ชอบที่เอาพระมาตีราคาค่างวด" ฉันตอบไปตามความรู้สึก
"ก็เห็นไหว้พระปฏิบัติอยู่ นึกว่าจะรู้"
"ฉันก็ไม่มีปัญญา ไม่มีเงินที่จะสะสม"
"แล้วองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า" คุณวิชัยสงสัย
"เออ ศักดิ์สิทธิ์มาก ถามอย่างนี้ฉันพอบอกได้"
เมื่อคุณวิชัยได้คำตอบแล้วก็ลากลับไปด้วยปลาบปลื้ม อิ่มเอมใจ
แล้วในคืนนั้นเอง เมื่อฉันกลับถึงบ้าน อาบน้ำเรียบร้อย แล้วก็เข้าห้องพระตามปกติ กราบพระแล้วนั่งภาวนาถึงพระเดช พระคุณหลวงพ่อปากน้ำ ลูกขอกราบขอบพระคุณในเมตตา ทีมาโปรดให้เห็นองค์ แต่พรุ่งนี้ลูกคงใส่บาตรของตามที่เห็น ในบาตรของหลวงพ่อได้ไม่ทัน ลูกขอผลัดเป็นวันต่อไป ขอได้โปรดงดโทษให้ลูกด้วย
วันรุ่งขึ้น ก่อนออกจากบ้านไปที่ร้าน ตั้งใจว่าจะแวะ สั่งงาน แล้วค่อยไปหาของเตรียมใส่บาตรถวายหลวงพ่อ ยังไม่ทันจะออกจากบ้าน เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น

"ป้าเหรอคะ หนูเจี๊ยบค่ะ"
"จ๊ะ ป้าเอง หนูมีอะไรหรือ"
"ค่ะ คือน้าแมว (คุณปราณี วีรานุกูล) ไปฝาตัดมดลูก ที่โรงพยาบาล"
"ตายจริงเมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันเลย"
"หนูก็เพิ่งรู้ ไปตั้งหลายวันแล้ว อีกสักวันสองวันก็กลับบ้านได้"
"แล้วโรงพยาบาลอะไร ห้องอะไร"
"โรงพยาบาลพญาไทสอง ห้องอะไร... หนูจำไม่ได้คะ"
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวป้าไปถามได้ ขอบใจหนูมากนะ"
"ค่ะ แล้วพบกันนะป้า"
"จ๊ะ สวัสดีจ้า"

แผนที่วางไว้เห็นคงจะต้องเปลี่ยน ฉันจะแวะที่ร้านแป็บเดียว ก่อนที่จะรีบขับรถเก๋งคู่ชีพไปโรงพยาบาล ตลอดทางรถติดมาก เมื่อถึงและได้เบอร์ห้องแล้ว แต่ท้องมันหิวจึง ตัดสินใจโผล่เข้าไปบอกคนไข้แล้วค่อยไปกินที่โรงอาหารดีกว่า เมื่อฉันเปิดประตูห้องคนไข้ค้างไว้แล้วโผล่หน้าเข้าไป

"แมว แมว พี่ไปกินข้าวก่อน อีกประเดี๋ยวมานะจ๊ะ"
กำลังจะหมุนตัว กลับ มีเสียงผู้ชายห้าวๆ เอ่ยขึ้นมาว่า
"ไม่ต้องไป ที่นี่มีของกินเยอะแยะ มาๆ มากิน"

มีเสียงสนับสนุนดังขรมไปหมด ฉันจึงเดินเข้าไปในห้อง โอ้โฮ งานสังสรรค์หรือนี่ เพราะเห็นคนอยู่ในห้องเต็มไปหมด ส่วนยัยแมวนอนยิ้มหน้าบานอยู่บนเตียง ข้างๆ มีสาวๆ ยืน นั่ง และเอกเขนกอยู่หลายคน นั่น! ลูกสาวยัยแมวนั่นเอง ได้ยิน เสียงผู้ชายหันไปเห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ผิวขาว เคี้ยวมากหยับๆ นั่งอยู่รูปเดียวที่โซฟาติดกับประตูทางเข้า มารู้ภายหลังท่านคือ หลวงตาวิสูตรฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ ท่าเตียน) ทันทีที่ท่านเห็นฉัน ท่านได้พูด ขึ้นว่า

"ของกินออกเยอะแยะ อยู่ที่โต๊ะโน่นแน่ะ เมื่อเช้าฉัน รับบาตรแล้วก็เอาบาตรไปเก็บจะรีบมาเยี่ยมแม่นี่เค้า ฉันกำลังรอรถอยู่ ยายซิ้มคน หนึ่งนั่งตุ๊กๆ ไม่รู้มาจากไหน เข้ามาดักหน้า บอกหลวงพ่อขออั๊วใส่บาตร ฉันก็บอกว่าเก็บบาตรไปแล้วไม่มีบาตรให้ใส่ แกไม่ฟังเสียง จัดแจงเอาอาหารสารพัด มาเทลงในย่ามที่สะพายอยู่เลอะไปหมด แกโดนฉันเอ็ด แกบอกว่าวันนี้แกต้องใส่ให้ได้ โน่นฉันเลยต้องเอาย่ามมาชักที่นี่ นั่นไงตากอยู่"

ฉันมองตามที่มือท่านชี้ เห็นย่ามกลับเอาด้านในออก แขวนอยู่ที่หน้าห้องนํ้า ที่โต๊ะที่ด้านปลายเท้าเตียงคนไข้มีของ วางอยู่หลายอย่าง ใส่จานก็มี ใส่ชามก็มี ฉันเดินไปดูแทบไม่เชื่อสายตา ฉันเห็นทุกอย่างที่อยู่ในบาตรของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อปากนํ้าเมื่อคืนนี้เอง แม้แต่หมากพลู ธูปเทียน ดอก สร้อยทอง ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน ไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นหรือขาดหายไป

นี่มันอะไรกัน เก็บไว้ในใจต่อไปไม่ไหวแล้ว อยากร้องไห้เสียงดังๆ ออกมาเสียนี่

หลวงตาวิสูตรได้บอกกับฉันว่า โยมมีบุญมากนะ หลวงวัดปากน้ำ ท่านมาโปรด ฉันถามท่านว่าแล้วฉันยังต้องใส่บาตร ตามที่ตั้งใจอีกหรือเปล่า ท่านบอกว่าตามใจใส่ได้ก็ดี แต่คิดว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ท่านคงจะมาบอกหรือ ยืนยันอะไรบางอย่างให้โยมมั่นใจในสิ่งที่โยมได้รู้ได้เห็นมากกว่า


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-6 18:57 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ใบไม้สามชนิด

ต้องยอมรับเลยว่าฉันเป็นคนชอบใฝรู้และ ขี้สงสัย มักจะไปเที่ยวซอกแซกตามวัดและสำนัก ปฏิบัติธรรมต่างๆ แม้ว่าเหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ค่อยจะเอื่ออำนวยนัก ถึงกระนั้นก็ตามก็ได้ไปมา หลายแห่งด้วยกัน ฉันเป็นคนมีศรัทธาจริตนำ จึงทุ่มเทความนับถือ ความเลื่อมใส และความศรัทธา จนหมดหัวใจและหมดกระเป๋าโดยไม่ค่อยได้ใช้ปัญญาที่พอมีอยู่พิจารณาเลย อันเป็นเหตุทำให้ดวงตาของ ฉันมืดบอด เชื่อฟังเจ้าสำนักเหล่านั้นและปฏิบัติ ทุกอย่างที่เขาสอนและทำตามทุกอย่างที่เขาต้องการอย่างไม่มีเหตุผล

แม้กระทั่งยอมรับใช้ หรือสูญเสียทรัพย์สินเพี่อประโยชน์ ส่วนตัวของเจ้าสำนักเอง เป็นโอกาสให้เจ้าสำนักนั้นๆ ยิ่งทวี ความละโมบโลภมากขึ้นๆ ทุกที กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าต้องสูญเสียทร้พย์สินและเวลาอันมีค่ายิ่ง สิงที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเอง รู้สึกเสียดายทั้งทรัพย์สินและวันเวลาที่เสียไปแล้วและเรียกกลับคืนมาไม่ได้

ถึงกระนั้นฉันยังไม่เข็ด หลังจากอยู่เลียแผลจนหายบอบชํ้า บางที่ยังไม่ทันแผลจะหายดีก็เริ่มเสาะแสวงหาอีก ไม่ รู้สึกเข็ดกลัว ด้วยความหวังว่ารายต่อไปต้องไม่เป็นอย่างที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันให้ความเคารพนับถือเครื่องแบบและสีสรรที่เขาสวมอยู่ ทั้งนี้ฉันไม่ได้เหมารวมถึงบรรดาสำนักทั้งหมด แต่คงจะเป็นเพราะความโชคร้ายของฉันที่ได้เจอแต่พวกหลอกลวงปลิ้นปล้อนและยังเป็นประเภทที่มีจิตใจเสื่อมทราม

เรื่องดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นกับฉันซ้ำๆ หลายครั้งเพียงแต่ ต่างวาระเท่านั้น จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ฉันตาสว่างขึ้นบ้าง และเริ่มรู้ทันเล่ห์กลของคนพวกนี้ เมื่อใดที่ฉัน เจอะเจอพบเห็นจะรู้สึกสะอิดสะเอียนและขยะแขยงมากเฉกเช่นเดียวกับบางครั้งพรรคพวกชวนฉันไปเป็นเพื่อนตามสำนักต่างๆ พวกเจ้าสำนักเขาจะมองฉันด้วยสายตาที่รังเกียจ ในขณะที่ฉันพยายามดึงรั้งเพื่อนไม่ให้หลงใหลไปกับคารมของคนพวกนี้ ซึ่งเป็นการบังอาจเข้าไปขัดขวางลาภสักการะของ พวกเขา

ในที่สุดเขาจึงพยายามหาทางกำจัดฉันให้ห่างไกลจากสาวก ของเขาให้เร็วที่สุด บางครั้งก็เอ่ยปากขับไล่เสียเลย ทั้งนี้เป็นการ ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง กว่าจะถึงวันนี้ วันที่ฉันเลิกวุ่นวาย วันที่ฉันได้หยุดอยู่กับที่เพี่อดูและศึกษาพระไตรปิฎกอย่างตั้งใจ ถึงแม้ว่าจะเข้าใจบ้างและไม่เข้าใจเสียมากกว่า ฉันเริ่มสัมผัสถึงรสของความสงบเย็นและผ่องใส ที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้เพียงเริ่มต้นเท่านั้น แสนเสียดายวัน เวลาที่ไปหลงอยู่กับเศษกระพี้ของบรรดาเหล่ามารศาสนาทั้งหลาย

วันหนึ่ง ฉันเริ่มมีความสงสัยขึ้นมาอีกเกี่ยวกับการปฏิบัติ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานที่มีทั้งพองยุบและรูปนาม ดูจะแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ฉันคิดถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำของฉันมาก ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่สามารถตอบข้อสงสัยในเรื่องการปฏิบัติและเรื่องอื่นๆ ให้กับทุกคนได้อย่าง ลึกซึ้งแจ่มแจ้ง ท่านเป็นผู้มีพระคุณล้นเกล้าของฉัน ซึ่งทำให้ฉันพอที่จะเป็นผู้เป็นคน มีความดีกระเส็นกระสายอยู่บ้างเท่าที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ก็ด้วยเมตตาอันหาประมาณมิได้ของท่าน แม้ว่าท่านได้ละสังขารไปนานแล้ว

สำหรับตัวฉันนั้นยังเข็ดกลัวที่จะไปถามข้อข้องใจกับคนอื่นๆอีก และแล้วดิฉันคิดส่าจะลองหาวิธีหาคำตอบเอาเอง จากปัญญาแค่หางอึ่งของฉันเอง จงลงนั่งภาวนาให้จิตสงบก่อนนั่งฉันระลึกถึงพระปัญญาคุณและพระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ตลอดจนครูบาอาจารย์ทุกท่าน ขอได้โปรดประธานปัญญาให้ลูกได้รู้แจ้งในข้อสงสัยนี้ด้วยเถิด

เมื่อจิตสงบลงได้พักใหญ่ เกิดมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลบอบอวนอยู่รอบตัวฉัน ในเวลาเดียวกันได้บังเกิดมีแขนสองข้างโอบมาจากด้านหลังของฉัน ลักษณะคล้ายเป็นแขนของผู้ชายที่แข็งแรงกลมกลึงตลอดจนถึงนิ้วที่ยาวเรียวและนวลเนียนสะอาด ได้คว้าใบไม้กลางอากาศมาสามชนิดด้วยกัน คือ ใบขนุน ใบมะลิและใบแก้วตามลำดับ มากองไว้ที่พื้นข้างหน้าฉันแล้วตั้งฝ่ามือทั้งสองสับใบไม้ทั้ง ๓ ใบนั้น

เมื่อใบไม้ที่กองอยู่ถูกสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว จึงกอบขึ้นมาโปรยลงไปแล้วคลุกเคล้าผสมกัน จนดูไม่ออกว่ามีใบอะไรอยู่บ้าง เพราะลักษณะใบที่เหมือนกันไปหมดเพียงชั่วครู่เดียวแขนทั้งสองข้างและเศษใบไม้นั้นค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็จางหายไปด้วย

ฉันนั่งต่อไปอีกพักหนึ่ง แต่ไม่ได้สัมผัสอะไรอีกเลย จึงได้ก้มลงกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณาประทานปริศนาธรรมให้กันฉัน ทำให้ต้องคิดใคร่ครวญอยู่หลายวันและยังได้ขอความเห็นจากท่านผู้รู้หลายท่าน

ในที่สุดฉันคิดว่าฉันพอจะเข้าใจในปริศนาธรรมนั้น ด้วยความคิดและความเข้าใจที่มีอยู่ในตัวของฉันเองว่าคงจะ หมายถึงว่าวิธีปฏิบัติทุกๆ วิธีซึ่งเป็นแนวทางที่พระพุทธองค์ ได้ทรงสอนไว้นั้น เมื่อได้ปฏิบัติด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่สุดคือการไปสู่พระนิพพาน แต่จะไปอย่างมีแบบมีอิทธิฤทธิ์ หรือ แบบเรียบเย็น

สิ่งที่ฉันเข้าใจอาจจะเป็นความเข้าใจผิดก็เป็นได้ ขอให้ผู้อ่านอย่าได้เชื่อตามนี้ ให้ศึกษาปฏิบัติและพิจารณาเอาด้วย ตนเองเถิด.
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-9 13:58 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
บานประตูอุโบสถ

naryakpm25.jpg



ฉันได้มีโอกาสรู้จักกับคุณช้าง ชายหนุ่มผู้มี อารมณ์ขัน และเขียนการ์ตูนลายเส้นได้สวยงามและ ตลกขบขันยิ่งนัก เป็นคนหนุ่มที่มีหน้าที่การงานดี ขยันขันแข็ง ทำทั้งงานประจำและยังเป็นอาจารย์ สอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยเอแบค ด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกับลูกของฉัน ทุกครั้งที่เขาแวะมาเยี่ยมเยียน ฉันก็จะให้เขาสอนเขียนการ์ตูนตลกให้เสมอ แม้ว่าเรา ทั้งสองคนวัยจะแตกต่างกัน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค ในการพูดคุยได้อย่างสนุกสนาน และที่สำคัญเขา ไม่เคยลามปามยังคงให้ความเคารพนับถือฉันเสมือนญาติผู้ใหญ่ คนหนึ่ง เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ฉันเกิดความเมตตาในตัวเขา และนับว่าเธอเป็นลูกหลานอีกคนหนึ่ง

คุณช้างมักจะแวะมาปรึกษาและสนทนาเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องการงานและอื่นๆ ช่วงเวลาก่อนหรือหลังการสอนที่มหาวิทยาลัย  เพราะร้านของฉันอยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยมากนัก คุณช้างเป็นลูกชายคนเดียวและยังหวงความเป็นโสดอย่างเหนียวแน่น ทำให้ทั้งพ่อและแม่เป็นห่วงเรื่องหาคู่ครอง ให้ลูกชาย แม่ของเธอเป็นคนบอบบาง สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก ทำหน้าที่เป็นแม่ศรีเรือน โดยมีผู้ช่วยคนหนึ่ง แต่เธอก็ไม่วายที่จะลงมือทำเองบ้างเพราะความที่เธอเป็นคนขยันและไม่นิ่งดูดาย
อ่านต่อด้านล่างกรุณาโพสตอบข้อความ แสดงความคิดเห็นก่อนนะครับ
เนื้อหาถูกซ่อนไว้จะแสดงออกมาเมื่อโพสตอบที่กระทู้นี้ครับ
ผู้เยี่ยมชมเนื้อหาถูกซ่อนไว้ คุณจะต้องแสดงความคิดเห็นก่อนจึงจะสามารถมองเห็นเนื้อหาส่วนที่ถูกซ่อนนี้ได้





ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-14 08:32 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เห็นเข้ามาอ่านกันเงียบๆ นั่งพิมพ์จนเมื่อยแล้ว ขอให้โพสตอบให้กำลังใจกันบ้างนะครับ  แล้วเนื้อหาจะแสดงออกมาให้อ่านกัน ขอบคุณครับ
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Mod

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

cateye โพสต์เมื่อ 2012-2-14 18:27 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอบกระทู้ admin ตั้งกระทู้

    ได้ความรู้และข้อเตือนใจดีมาก ขอบคุณผู้เขียนและผู้นำมาเสนอ

         

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-15 22:20 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย cateye เมื่อ 2012-2-14 18:27
ตอบกระทู้ admin ตั้งกระทู้

    ได้ความรู้และข้อเตือนใจด ...

ขอบคุณครับ
เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของผู้เขียนครับ
หวังว่าคงจะเตือนสติได้ดี ให้ละเว้นอกุศลกรรม
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 5Rank: 5

Ing-oiy โพสต์เมื่อ 2012-2-17 10:35 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
อ้าว...รับกำลังใจหอบใหญ่ ไปเลยค่ะ  admin

ขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ ที่มีให้นะจ๊ะ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-18 22:07 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย Ing-oiy เมื่อ 2012-2-17 10:35
อ้าว...รับกำลังใจหอบใหญ่ ไปเลยค่ะ  admin

ขอบคุณสำหรับสิ ...

ขอบคุณมากอ้อย มีกำลังใจนั่งพิมพ์มาให้อ่านอีกเยอะ คุณป้าเขมกร ใจดีให้เผยแพร่ได้เต็มที่  
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-19 10:46 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

B-1-copy4.jpg



พฤษภาทมิฬ เป็นช่วงเวลาที่บ่งบอกได้ถึงความอดสู โหดร้าย เจ็บปวดของคนไทย ถึงแม้เหตุการณ์ จะผ่านมานานหลายปี แต่มันคงยากที่จะลบเลือนออกไปจากความทรงจำ โดยเฉพาะผู้ที่ได้สูญเสีย ญาติพี่น้องซึ่งเรียกได้ว่าถูกฆ่าในเหตุการณ์นั้น และ ความทุกข์ทรมานใจอันแสนสาหัสของพ่อแม่ที่ต้อง สูญเสียลูก ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงที่เป็นแก้วตา ดวงใจ และเป็นความหวังที่จะได้ฝากผีฝากไข้ในยาม แก่เฒ่า กลับต้องถูกฆ่าตายอย่างทารุณบนกลางถนน
อย่างทรมาน จากนํ้ามือของคนมีอำนาจล้นฟ้าที่หนาไปด้วย กิเลสตัณหาอันประมาณมิได้

ผลพวงจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้มีผู้ได้รับอานิสงส์ ว่าเป็นผู้กล้าได้รับการแต่งตั้งเป็นถึงเสนาบดีเสวยสุขที่พรั่งพร้อมด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จนลืมตัว ลืมปณิธานที่เคยมีไว้ เมื่อแรกอย่างสิ้นเชิง
ฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์อันระทึกใจก่อนหน้านั้น ในตอนคํ่าเกือบทุกวันฉันเดินทางไปที่ข้างๆ สภา และที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บางครั้งไปคนเดียว บางครั้ง มีเพื่อนไปด้วย ไปดู ไปฟังเรื่องที่เราไม่รู้ ทำให้เรารู้สึกหูตาสว่างขึ้นบ้าง

คืนวันเกิดเหตุ พวกเราไปด้วยกันสามคน นัดจอดรถ เจอกันที่โรงแรมเวียงใต้ แล้วจึงค่อยเดินไปในที่ชุมนุม คืนนั้น คนไปกันเยอะมากต้องเดินเบียดเสียด บนเวทีก็ร้อนแรงขึ้น ทุกที มีเสียงเชียร์ปรบมือกันอึงคะนึง มีเสียงเฮเมื่อถึงตอน เผ็ดร้อน เราสามคนทนคนเบียดและทนความร้อนไม่ไหว เพราะยิ่งดึกคนก็ยิ่งเพิ่ม เราจึงพากันเดินไปตามถนนราชดำเนินใน มุ่งหน้าไปทางสนามหลวง สวนทางกับคนที่มาสมทบไม่ขาดสาย เดินมาเป็นกลุ่มก้อน รู้จักหรือไม่รู้จักก็คุยกันได้สนิทสนม เพราะอุดมการณ์เดียวกัน

เราพากันเดินคุยจนมาถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์เพียง ครู่เดียวแล้วเราก็เห็นรถมอเตอร์ไซค์หลายคัน มีคนซ้อนท้าย ถือธงชาติไทยโบกสะบัด รถวิ่งตรงมาจากสะพานพระปิ่นเกล้า ตรงมาที่ๆ เรายืนอยู่ ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงเฮและไชโย สนั่นหวั่นไหว ทำให้ฉันรู้สึกฮึกเหิมไปด้วย

เพียงชั่วครู่ขณะที่กำลังคึกคะนองอยู่นั้น ฉันพลันได้ยิน เสียงเหมือนประทัดแตกรัว ตอนนี้คลื่นฝูงชนชุลมุนวิ่งชนกัน เหยียบถัน ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตกใจอย่างสุดขีด ต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ทั้งที่ไม่รู้วาเสียงปีนนั้นมาจากไหนแล้ว จะวิ่งไปหลบทิศทางไหนก็ไม่วายจะไปเหยียบคนที่พลาดท่า ล้มลงกองกับพื้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือฉันที่ถูกฝูงชนที่วิ่งหนีเอา ตัวรอดเหยียบเอาจนได้

ฉันถูกเบียดจนล้มควํ่า กว่าจะลุกได้ก็บอบชํ้าไปทั้งตัว เดินกระเผลกไปนั่งพักที่บันไดหน้าโรงพักชนะสงคราม ครั้นเมื่อเสียงปืนเงียบลง ฝูงชนที่วิ่งหนีหัวชุกหัวชุนเมื่อสักครู่ก็ พากันเฮไปรวมกันที่กลางถนน อีกทั้งยังส่งเสียงตะโกนท้าทาย อย่างคึกคะนอง แต่ก็ต้องวิ่งหนีกันอลหม่านอกครั้งเมื่อมี เสียงปีนดังรัวขึ้นอีก เป็นอย่างนี้ถึงสามครั้งสามคราด้วยกัน
คืนนั้นฉันกลับถึงบ้านประมาณตีสามกว่าเกือบจะตีสี ด้วยความบอบชํ้า เนื้อตัวเป็นแผลถลอกปอกเปิก หัวเข่ากับ ข้อศอกเป็นแผลลึก เสื้อกับกางเกงขาดวิ่น รองเท้ากีฬาหลุดหายไปทั้งสองข้าง อุตส่าห์แต่งตัวทะมัดทะแมงแล้วเชียว ที่เสื้อด้านหลังมีรอยเลือดหยดเป็นดวงใหญ่สองสามดวงน่าจะเป็น ช่วงที่ฉันล้มแล้วมีคนเหยียบหลังฉัน คนๆ นั้นอาจบาดเจ็บ จนเลือดไหลหยด

รุ่งเช้าประมาณเก้านาฟิกา ฉันได้รับโทรศัพท์จากผู้ชาย คนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาบอกว่าได้เบอร์โทรฯ จากเพื่อน ซึ่งฉันก็ไม่รู้จักอีกนั่นแหละขอให้ฉันไปดูพี่สาวของเขาที่ป่วย เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ตอนนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมเหสักข์ ฉันบอกปฏิเสธชี้แจงว่าฉันไม่ใช่หมอหรือมีความรู้เกี่ยวกับการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งไม่เคยมีเวทมนต์คาถาอะไร ที่จะช่วยได้เลย

เขาดื้อมากอ้อนวอนขอให้ไปให้ได้ บอกว่าหมอไล่ให้เอา คนไข้กลับบ้านมาเป็นอาทิตย์แล้ว เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ให้เสียเงิน มะเร็งได้กินไปจนหมดช่องท้องแล้ว คนป่วยทรมานมากต้องฉีดมอร์ฟีนเป็นระยะๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแย่ ฉันบอกว่า ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ แต่เขาก็ยืนยันที่จะให้ไปให้ได้

ขอเพียงแต่ให้ไปมองๆ ก็ยังดี ขอให้เห็นใจเขาที่ทุกข์มาก เขาต้องการทดแทนบุญคุณของพี่สาวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก เขามีพี่น้องเพียงสองคนเป็นกำพร้าทั้งพ่อและแม่ ตัวเขาเอง มาดิ้นรนทำมาหากินที่เมืองไทยนานแล้ว เมื่อพอตั้งตัวได้ กลับไปรับพี่สาวจากเมืองจีนมาอยู่ด้วย ตอนนี้มีร้านจิวเวลรี่ เล็กๆ ที่ชั้นล่างตึกโรงภาพยนต์อินทราประตูนํ้า พอจะมีความสุข ได้ไม่กี่ปีพี่สาวก็มาป่วยเป็นโรคร้าย

ขอให้เห็นใจในความกตัญญู เอ! มันไม่ได้เกี่ยวกับฉันเลย โดยเฉพาะที่หนักใจที่สุดคือมาฝากความหวังไว้กับฉัน โอ! คุณพระคุณเจ้าช่วยฉันด้วย จะทำยังไงดี


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-19 10:47 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ในที่สุดฉันเป็นฝ่ายยอมแพ้และบอกเขาว่าจะขับรถไปหาเอง ฉันชวนลูกสาวนั่งไปเป็นเพื่อนด้วย เส้นทางบนถนนสาย ต่างๆ ในช่วงนั้นโล่งมากแทบจะไม่มีรถเลย สัญญาณไฟจราจร ตามแยกนั้นดวงไฟถูกทุบแตกหมด ราวกั้นถนน ถังขยะ ฯลฯ ถูกเผาทำลายกระจัดกระจายจนเละไปหมด เรากลัวมากแต่ ต้องทำใจดีสู้เสือ คิดว่าเราไปทำความดีพระคงคุ้มครองเราให้ปลอดภัย

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล  เราสองคนแม่ลูกยืนสบตากันที่หน้าห้องคนป่วย เป็นเชิงปรึกษากันว่าถอยดีไหมเพราะความ จริงมันไม่ใช่เรื่องของเราเลย แล้วเราเองก็ไม่ได้มีอาชีพทางนี้ กำลังจะหันกลับ ข้างในก็เปิดประตูออกมาพอดี มองเห็นคนไข้ นั่งคุดคู้อยู่ที่พื้นหน้าเตยง ศีรษะชุกอยู่บนแขนสองข้าง เธอกอดเสาเตียงไว้ เงยหน้ามองเราด้วยสายตาที่เบิกโพลงขุ่นมัว อย่างประสงค์ร้าย ได้รับคำอธิบายว่าคนไข้นั้นเธอคิดว่าการที่ ลงไปอยู่ที่ใต้เตียง จะช่วยให้เธอบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ แม้แต่เสือผ้าเครื่องนุ่งห่มเธอก็ถอดทิ้งเพราะเธอคิดว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่มันเป็นเหตุที่ทำให้เธอเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น

อ่านต่อด้านล่างกรุณาโพสตอบข้อความ แสดงความคิดเห็นก่อนนะครับ
เนื้อหาถูกซ่อนไว้จะแสดงออกมาเมื่อโพสตอบที่กระทู้นี้ครับ
ผู้เยี่ยมชมเนื้อหาถูกซ่อนไว้ คุณจะต้องแสดงความคิดเห็นก่อนจึงจะสามารถมองเห็นเนื้อหาส่วนที่ถูกซ่อนนี้ได้


ท่านผู้รู้กล่าวว่า การทำความดีก็คือ การทำกุศลกรรมบท ๑๐ เป็นหนทางแห่งการทำความดีงาม ทางแห่งกุศลซึ่งเป็น หนทางนำไปสู่ความสุข ความเจริญ แบ่งออกเป็น ๓ ทางคือ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม ๓

กายกรรม ๓ หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย ๓ ประการ ได้แก่ (๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์ คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนกัน เป็นผู้มีเมตตา กรุณา (๒) เว้นจากการลักทรัพย์ คือ ละเว้นจากการลักขโมย เคารพ ในสิทธิของผู้อื่น ไม่หยิบฉวยเอาของคนอื่นมาเป็นของตน (๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือ การไม่ล่วงละเมิดสามี หรือภรรยาผู้อื่น ไม่ล่วงละเมิด ประเวณีทางเพศ

วจีกรรม ๔ หมายถึง การเป็นผู้มีความประพฤติดีซึ่ง แสดงออกทางวาจา ๔ ประการได้แก่ (๑) เว้นจากการพูดเท็จ คือ พูดแต่ความจริง ไม่พูดโกหก หลอกลวง (๒) เว้นจาก การพูดส่อเสียด คือ พูดแต่ในสิ่งที่ทำให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียว ไม่พูดจาในสิ่งที่ก่อให้เกิดความแตกแยก แตกร้าว (๓) เว้นจากการพูดคำหยาบ คือ พูดแต่คำสุภาพ อ่อนหวาน อ่อนโยน กับบุคคลอื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง (๔) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือ พูดแต่ความจริง มีเหตุมีผลเน้นเนื้อหา สาระ ที่เป็นประโยชน์ พูดแต่สิ่งที่จำเป็นและพูดถูกกาลเทศะ

มโนกรรม ๓ หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ไม่อยากได้ของของเขา คือ ไม่คิดจะโลภ อยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน (๒) ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น คือ มีจิตใจดี มีความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ความเจริญ (๓) มีความเห็นที่ถูกต้อง คือ มีความเชื่อในเรื่อง การทำความดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และมีความเชื่อว่า ความ พยายามเป็นหนทางแห่งความสำเร็จ นั้นแหละคือการทำดี และ ยังแบ่งแยกย่อยออกมาเป็นรายละเอียดว่า การทำความดีอย่างไหน ได้บุญบ้าง ดูเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ส่วนอกุศลกรรมบท ๑๐ เป็นหนทางแห่งการทำความชั่ว ทางแห่งอกุศลซึ่งนำไปสู่ควมวิบัติ แบ่งออกเป็น ๓ ทางคือ กายกรรม ๓ วจีกรรม๔ และมโนกรรม ๓

กายกรรม๓ การประพฤติชั่วทางกาย ได้แก่ ๑. ฆ่า และเบียดเบียนสัตว์ ๒. ลักทรัพย์ ๓. ประพฤติผิดในกาม

วจีกรรม ๔ การประพฤติชั่วทางวาจา ได้แก่ ๑. พูดเท็จ  ๒. พูดคำหยาบ ๓. พูดเพ้อเจ้อ ๔. พูดส่อเสียด

มโนกรรม ๓ การประพฤติชั่วทางใจ ได้แก่ ๑. คิดพยาบาทปองร้อย ๒. คิดโลภอยากได้ของผู้อื่น ๓. การเห็นผิด หรือเป็นมิจฉาทิฐิ

กรรมไม่ได้หมายถึง การกระทำ เพียงเท่านั้น แต่จะต้องมีเจตนาของการกระทำนั้นด้วย จึงจะครบความหมายของกรรมในพุทธศาสนา ถ้าไม่มีเจตนาไม่เรียกว่ากรรม ตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกว่าเจตนาคือกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว คนเราก็ลงมือกระทำการด้วยกายด้วยวาจาและด้วยใจ” ดังนี้


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-20 15:58 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
คุณพิกุล

10000068.jpg



ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ คุณหนึ่ง (อุไรวรรณ จันทร์แสงโชติ) เป็นสาวใหญ่อารมณ์ดี มองโลกเป็น สีชมพู ใครอยู่ใกล้เธอเป็นต้องหัวเราะกันท้องคัด ท้องแข็ง เธอมีวิธีพูดและท่าทางที่ท่าให้ขบขันเหลือหลาย เธอเป็นคนสวยโดยเฉพาะผิวของเธอขาวผ่อง เนียนใสนุ่มนิ่ม ถึงแม้ว่าจะมีลูกถึงสามคน แต่ละคน โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็ตาม

นอกจากนี้เธอยังมีเมตตาสูง โอบอ้อมอารีสงเคราะห์ เพื่อนฝูงไปทั่ว บ่อยครั้งที่ถูกหลอกแต่เธอก็จะให้อภัยเสมอ เธอบอกว่าเขาคงจะมีความจำเป็น หรือเขาไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่เคยเห็นเธอมีความทุกข์เลย ในรอบปีหนึ่งๆ เธอต้องเดินทาง ไปเที่ยวต่างประเทศหลายครั้งมันบ่งบอกถึงฐานะโดยปริยาย เธอมีสามีที่น่ารัก มีครอบครัวที่อบอุ่น น่าจะเป็นบุญเก่าที่ได้ทำมาแต่อดีตรวมกับกรรมดีในชาตินี้ช่วยส่งเสริมอีกแรงหนึ่ง เราสองคนเป็นเพื่อนชี้กัน ทั้งที่อายุฉันแก่กว่าเธอมากๆ

คุณพิกุลเธอเป็นสาวโครงร่างสูงใหญ่ลํ่าบึก อายุไล่เลี่ยกับคุณหนึ่ง เป็นคนแข็งแรงมาก ทำงานคล่องแคล่วกระฉับ กระเฉงว่องไว บางทีฉันเห็นเธอทำงานยังเวียนหัว ทำอาหารขายคนในซอยศูนย์วิจัยมานานนักหนาแล้ว ฝีมือดีราคาถูก เธอจึงมีแฟนประจำเยอะมาก บ้านเธออยู่ตรงข้ามกับคุณหนึ่ง ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกัน

ตามธรรมเนียมของภัตตาคารทั่วไป ช่วงบ่ายๆ ไม่ค่อยมีลูกค้าจึงหยุดพักกว่าจะเปิดร้านอีกทีก็ห้าโมงเย็นฉันจึงมีเวลาไปทำธุระส่วนตัวได้บ่อยๆ บางครั้งฉันก็ได้ไปคุยกับคุณหนึ่ง และอุดหนุนอาหารของคุณพิกุลเราจึงค่อนข้างจะคุ้นเคยกัน

บ่ายวันหนึ่ง แขกโต๊ะสุดท้ายเพิ่งเช็คบิลออกไปฉันนึกได้ว่ามีธุระกับคุณนิตยาฯ จึงกดโทรศัพท์ไปหาเธอ มีเสียงเรียกอยู่พักใหญ่ ยังไม่มีใครรับสาย ไหนๆ ก็โทรแล้วรออีก สักประเดี๋ยวก็แล้วกัน แล้วก็มีคนมารับสาย ฉันก็พูดธุระของฉันที่ติดพันค้างอยู่กับคุณนิตยาฯ เมื่อวันก่อน อีกฝ่ายพูดอะไร ก็ไม่รู้ มันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน กว่าจะรู้ว่าเป็นคุณหนึ่งก็เหนื่อย

“ป้า หนึ่งกำลังจะโทรหาป้า ป้าก็โทรมาพอดี”เอ จะบอก เธอดีไหมนี่ว่าไม่ใช่ เอาเป็นว่าตกกระได่พลอยโจนก็แล้วกัน

“มีอะไรหรือ เออทำไม่เสียงเป็นอย่างนั้นล่ะ” ฉันถาม

“ป้า อาพิกุลอีกำลังจะตาย” เสียงคุณหนึ่งเศร้า

“เฮ้ย พูดเป็นเล่นไปได้” ฉันตกใจ

ผู้เยี่ยมชมเนื้อหาถูกซ่อนไว้ คุณจะต้องแสดงความคิดเห็นก่อนจึงจะสามารถมองเห็นเนื้อหาส่วนที่ถูกซ่อนนี้ได้


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-3-4 09:08 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
อ้อม กอดพระเจ้า



สิ่งที่ช่วยประคับประคองมนุษย์และสัตว์ยังพอที่จะยังมีชีวิตยืนหยัดอยู่ได้สมควรกับอัตภาพนั้น คือความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรที่มีต่อกัน มากบ้างน้อยบ้าง ในกระบวนความรักที่ยิ่งใหญ่นั้น คือ ความรักของแม่ แม่พร้อมที่จะยอมเสียสละ ทุกอย่างแม้ชีวิตของตนให้ลูกได้ทุกขณะจิต แต่จะ มีลูกสักกี่คนที่จะรู้สำนึกในพระคุณของแม่ และจะมีลูกสักกี่คนที่จะเต็มใจตอบแทนพระคุณ หรือ แม้แต่จะนำความชื่นใจมาให้กับแม่บ้าง

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ทำไม่ดีกับแม่ในระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ฉันไม่มีแม่ แม่ได้จากฉันไปโดยที่ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญ และสนใจมากเท่าที่ควร หรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่สนใจเลย ฉันมักจะแก้ตัวให้กับตัวเองเสมอว่าฉันเป็นลูกชัง ปล่อยให้บรรดาลูกรักเขาทำหน้าที่ไปก็แล้วกัน จนกระทั่งแม่ได้จากไปอย่างไม่มีวันที่จะได้เห็นแม่อีก ไม่มีวันที่จะได้ยินเสียงของแม่อีกต่อไป แม้แต่เสียงบ่นตำหนิติเตียนด้วยความหวังดีก็ไม่มีอีกแล้ว

บ่อยครั้งที่ฉันต้องผวาตื่นขึ้นมาในตอนดึก ใจสั่นนํ้าตาเอ่อไหลท่วมท้น ฉันคิดถึงแม่เหลือเกิน ภายในอกของฉันมันหนาวสั่นสะท้านโหยหาแม่อย่างที่ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับฉันได้ สิ่งนี้มันคงถูกเก็บกด ซุกซ่อนเร้นอยู่ในจิตใต้สำนึกของฉัน มันหลอกฉันมาตลอดเวลาว่าฉันไม่รักแม่ แม่ไม่รักฉัน ฉันไม่รักแม่ๆ ๆ ๆ

ฉันหรือใครก็ไม่สามารถจะดึงหรือฉุดให้แม่กลับมาอีก ฉันอยากจะทำดีกับแม่เหลือเกิน ฉันคิดถึงแม่เหลือเกิน ฉันได้ปล่อยให้โอกาสที่จะทำความดีกับแม่นั้นหลุดลอยไปอย่างโง่เขลา ต่อให้นํ้าตาหลั่งไหลออกมาเป็นสายเลือด หรือรู้สำนึกจนหัวใจแตกสลาย ก็มิอาจเรียกร้องวันเวลาเหล่านั้นคืนกลับมาได้อีกเลย

มันเป็นตราบาปที่ประทับฉันไปจนตลอดชีวิต มันตรึงไว้ จนฉันไม่สามารถจะดิ้นหลุดไปได้ ทั้งจิตใต้สำนึกของฉันเอง มันจะคอยประหัตประหารเชือดเฉือนฉันทุกวันทุกคืน ทุกเวลา นาที ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจเข้าออก

ฉันเพิ่งรู้ว่าฉันรักแม่ แม่รักฉันเมื่อตอนที่ฉันไม่มีแม่ไว้ ให้ฉันรัก ฉันพยายามทำทุกๆ สิ่งที่คิดว่าสิ่งนั้นๆ จะส่งไปถึงแม่ได้ ฉันบอกฝากกับเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิว่าฉันรักแม่ ฉันคิดถึงแม่มาก  ฉันจะเป็นลูกที่ดีของแม่ แต่ฉันก็ไม่ได้รับ คำตอบรับจากแม่เลย แล้วทำไมตอนที่แม่มีชีวิตอยู่ฉันไม่บอกด้วยตัวเอง ปล่อยให้ โลภะ โทสะ โมหะ มาครอบงำจนทำให้ ฉันมีใจมืดบอดอย่างสนิท ฉันคงต้องทนทุกข์ทรมานใจจน วันตาย นี่แหละคือนรกบนดิน

บ่ายวันหนึ่ง มีผู้หญิงสองคนมาหาฉันที่ร้าน อายุประมาณ สี่สิบต้นๆ ดูขะมุกขะมอมไม่ได้เอาใจใส่กับการแต่งตัว ทั้งคู่ดูรักใคร่สนิทสนมกันมาก คนหนึ่งร้องห่มร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ อีกคนคอยปลอบประโลมเช็ดนํ้าตาให้ ทำให้ฉันรู้สึกซายซึ้งใน ความรักความเอื้ออาทรที่เขาทั้งสองมีต่อกัน

“มีเรื่องอะไรค่อยๆ เล่าให้ฟังกันก่อน" ฉันเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน เมื่อหญิงทั้งสองคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว

‘‘คืออาเซ็ง ลูกชายของเขาหายไป” เพื่อนที่มาด้วยเป็น ฝ่ายเล่า แล้วชี้มือไปที่อีกคนหนึ่งซึ่งเอาแต่ร้องไหโฮๆ ....

‘‘เด็กเหรอ แล้วไปแจ้งความไว้หรือเปล่า” ฉันสงสัย

“อาซ้งโตแล้วอายุยี่สิบแล้ว’’ คนที่ไม่ได้ร้องไห้เป็นคนตอบ

‘‘เป็นหนุ่มแล้วไม่น่าห่วงหรอก คงไปเที่ยวกับเพื่อนเดี๋ยวก็คงกลบ” ฉันพูดปลอบใจ

“เห็นเพี่อนๆ อี (อาซ้ง) บอกว่า... อีบ้าใหญ่เลย... อีจะ ไม่กลับบ้าน” อาเซ็งบอกด้วยเสียงสะอื้น

“มีเรื่องอะไรกับลูกล่ะ หาทางปรบความเข้าใจกันได้นี่นา"

‘‘ไม่ได้ๆ คุณป้าช่วยพาลูกกลับมาหาหนูนะๆ ...หนูรักเขา หนูคิดถึง...โฮๆ ๆ’’ อาเซ็งร้องไห้สะอึกสะอื้น

“เอาละ ใจเย็นๆ หยุดร้องไห้ก่อน...’’ ฉันพูดปลอบใจต่อ

“จะให้หนูเป็นอะไรไปก็ได้...ให้หนูถูกรถชนตายก็ได้... ไห้หนูถูกฟ้าผ่าตายก็ได้ ขอให้อีเลิกบ้า...แล้วกับมา...หาหนู...  โฮๆ” เออนี่แหละหนานํ้าใจแห่งความรักอันยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ของแม่ อาซ้งเอยกลับมาหาแม่เถอะนะลูก

“อาเซ็งมันจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ตอนนี้มันไม่ทำมาหากิน บ้าคลั่งแต่ตามหาลูกอย่างเดียว” เห็นสภาพของอาเซ็งแล้วทำให้ ฉันคิดถึงแม่ของฉันจับใจ จนเกิดความสะเทือนใจขึ้นอย่างแรง เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีแม่คอยห่วงใยฉันเหมือนคนอื่นๆ อีกแล้ว เมื่อฉันรับพานบูชาครูจากอาเซ็งพลันฉันได้เข้าไปอยู่อีกมิติหนึ่ง

ผู้เยี่ยมชมเนื้อหาถูกซ่อนไว้ คุณจะต้องแสดงความคิดเห็นก่อนจึงจะสามารถมองเห็นเนื้อหาส่วนที่ถูกซ่อนนี้ได้



ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-3-30 09:57 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขอพักการโพสชั่วคราวรอมีเวลาว่างซักหน่อยนะครับ
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง
รหัสลับ เปลี่ยน