ค้นหา
ดู: 387|ตอบ: 9
go

รอบอกชาติหน้าไม่ได้

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-15 19:53 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เนื่องจากได้รับอนุญาตจากคุณเขมกรให้นำมาเผยแพร่ได้ เพื่อประโยชน์ตามจุดประสงค์ของคุณเขมกร
จึงขอนำหนังสือเรื่อง ความจริงปัจจุบัน  รอบอกชาติหน้าไม่ได้ มาเผยแพร่ที่ วิชญาณัม ครับ
                                                        วิชญาณัม

เขมกร.gif





คำนำจากผู้เขียน



             ความจริงของปัจจุบัน... รอบอกชาติหน้าไม่ได้ เล่มนี้ ฉันคิดว่าเป็นเพียงประสบการณ์จริง ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ซึ่ง บางเรื่องก็นานหลายปีแล้ว ตัวฉันเองไม่มีพรสวรรค์ในการ เขียนหนังสือเท่าไร มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะบรรยายออกมา เป็นตัวอักษร หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่เหตุบังเอิญ น่าจะเกิดจาก ศรัทธาจากหมู่ญาติมิตรของโลกนี้และโลกอื่น ที่ปรารถนา ร่วมกันสร้างความดี เป็นเครื่องเตือนสติ (ไม่เผลอ) และ เตือนใจให้รู้เท่าทันกาย (สัมปชัญญะ) จงสำนึกในเรื่อง “บาป บุญ และโทษของความประมาท” ซึ่งให้ผลเผ็ดร้อนได้ทั้งใน ชาตินี้และชาติหน้า ขอท่านจงตระหนักและคิดให้ดีก่อนจะทำ ทุกครั้ง ฉันหวังว่าพฤติกรรมของคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่ออ่านอย่างมีสติ คงจะช่วยยับยั้งการกระท่าที่ไม่ดีลงได้ ซึ่ง จะเกิดเป็นบุญกุศลแก่ฉันในวันนี้ (ชาตินี้) พรุ่งนี้ (ชาติหน้า) ซึ่ง ท่าให้ฉันต้องระลึกชาติ (เรื่องในอดีต) จิตวิญญาณที่ได้พบกัน ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาโดยตลอด สัญญาณนี้คงจะเป็นญาติกันมาในอดีตจึงได้หมุนรอบมาพบกัน ตามที่ฉันได้เคยอธิษฐานไว้ “ขอให้มีโอกาสได้ช่วยเหลือญาติ” ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนตัว

               ฉันเป็นลูกสาวคนที่สองของแม่ เมื่อยังเด็กมีปัญหาเรื่อง สุขภาพซึ่งเป็นต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้จากผลแห่งกรรม ดังนั้น ฉันจึงเป็นที่รักที่สงสารของยายที่เลี้ยงฉันมาอย่างยิ่ง เราสองคนยายหลานจึงมีความรักความผูกพันกันเป็นพิเศษ ขอเรียนว่ายายกับยายทวดเป็นผู้ประพฤติธรรมอันดีมีคุณธรรมสูง ทุกเช้าจะมีกะละมังใบใหญ่ใส่ข้าวจนพูนสำหรับใส่บาตร ส่วน กับข้าวและของหวานนั้นไม่ต้องพูดถึงว่ามีมากแค่ไหน ใน ตอนบ่ายยายจะหนีบฉันเอานํ้าปานะไปถวายพระที่วัดใกล้บ้าน ทุกวัน ฉันก็จะเล่นชุกชนอยู่บนศาลาวัด ตกคํ่าเมื่ออาบน้ำ อาบท่าแล้วจะถูกจับให้นั่งหน้าหิ้งพระให้สวดมนต์และสอน การทำสมาธิเบื้องต้น ฉันได้ซึมซับเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาอย่าง แนบแน่นอย่างไม่รู้ตัว และสามารถทำสมาธิเกิดความสงบจน เห็นแสงสว่างมาอาบที่ตัวและไม่ได้ยินเสียงต่างๆเลย ในขณะนั้นตั้งแต่อายุประมาณหกเจ็ดขวบซึ่งเป็นเด็กไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต่อมาภายหลังจึงทราบว่ามันเป็นอาการ “หูดับ” ยายเล่า ว่าในช่วงที่ฉันหัดเดิน มักชอบเข้าไปเล่นในห้องที่เก็บอัฐิของ บรรพบุรุษ ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและวิ่งวนอย่างสนุกสนาน เหมือนมีคนเล่นอยู่ด้วย ซึ่งทำให้ทุกคนในบ้านเกิดความ หวาดกลัวอยู่บ่อยๆ

เมื่อจำความได้ฉันได้เคยเห็นสิ่งที่คิดว่าคนอื่นก็เห็น เหมือนกันกับฉัน จนกระทั้งเมื่อประมาณสิบกว่าขวบจึงได้รู้ว่า สิ่งที่ฉันเห็นนั้นเขาเรียกว่า “วิญญาณ” แม้แต่รูปถ่ายวิวต่างๆ หากฉันตั้งใจเพ่งดูครู่เดียวจิตฉันก็จะเข้าไปอยู่ในภาพนั้น จะสัมผัสได้ถึงเสียงต่างๆ แม้แต่ความเย็นจากละอองไอนํ้าจาก นํ้าตก ทำให้ตกใจกลัวมาก คิดว่าคงเป็นบ้าไปแล้วจึงไม่กล้า เพ่งดูต่อไปอีก

เมื่ออายุประมาณ ๑๒-๑๓ ขวบ ยายได้จากไปอย่างไม่มี วันกลับ ทำให้ฉันต้องขาดเสาหลักของชีวิต ขาดคนที่คอย เอื้ออาทรและขาดความรักอันอบอุ่น จนถึงขาดคนที่คอยชี้ทาง สว่างแห่งธรรมะ นับเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุด หัวใจสลาย ด้วยความรัก ความผูกพันที่เหนียวแน่นอยู่กับยายและทำให้ เริ่มห่างเหินกับการปฏิบัติธรรม เพราะมันทำให้ฉันคิดถึงยาย มากสุดที่จะพรรณนา ได้ละทิ้งการปฏิบัติไปจนเกือบหมดแต่ถึงกระนั้นก็ยังมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ อยู่เสมอ

ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ ฉันกำลังมีความทุกข์มากบังเอิญ ได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และได้มี โอกาสเข้าเป็นลูกศิษย์อบรมกรรมฐานจากพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หรือ “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” แห่ง วัดจันทาราม (ท่าซุง) ซึ่งท่านได้เมตตาให้วิชาอันวิเศษนี้แก่ฉัน และศิษย์อื่นๆ นับว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งที่ฉันได้พบพระ อ่ริยสงฆ์และได้เป็นลูกศิษย์ของท่านท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอน วิชา มโนมยิทธิ ทำให้ฉันได้มีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มพูนต่อยอด จากที่เคยมีมาก่อน เกิดเป็นความกระซับ แม่นยำแจ่มใส ชัดเจน และคล่องตัว พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงมีพระคุณล้นเกล้าของฉัน

สำหรับท่านผู้ปฏิบัติธรรม ท่านเข้าใจในเรื่องจิตวิญญาณกันดีแล้ว อ่านแล้วก็คงเป็นเรื่องธรรมชาติของการเกิดเพราะ ตนเป็นผู้รู้แห่งตน ส่วนท่านผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานก็น่าจะเคย ได้ยินเรื่องวิญญาณมาบ้าง สิ่งนื้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ปฏิบัติ จนเกิดอภิญญา (โลกีย์ธรรม) ฉันขอนำมาเล่าให้ผู้ไม่รู้ได้ลองอ่านว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องการทำเหตุและต้องรับผล ตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสอนแก่พราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ ชาณุสโสณีพราหมณ์  ตอนหนึ่งว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ฐานะ (การเกิด) ที่จะพึงว่างจากญาติสายโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วโดยการ ช้านานเช่นนี้ มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ สัตว์ในโลกทิพย์ ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรานั้นจึงไม่มี จิตวิญญาณ (กายทิพย์) จึงมีภพภูมิต่างกัน ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดจากผลแห่งกรรม โดยแบ่งไว้ดังนี้ อบายภูมิ (กรรมชั่ว) มี ๔ ภพภูมิ ได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ที่สูงกว่ามนุษย์ คือสวรรค์ (กรรมดี) มี ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ที่สูงกว่าขึ้นอีก คือสวรรค์ชั้นพรหม มี ๒๐ ชั้น คือพรหมที่มีรูป ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม คือ พรหมไม่มีรูป ๔ ชั้น บรรดาเทพเจ้าของศาสนาต่างๆ คงอยู่รูปพรหมชั้นใดชั้นหนึ่งนี่เอง ภพภูมิที่ว่านี้ ยังต้องเวียนวายตายเกิดอยู่สำหรับพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายท่านได้หลุดพ้นแล้วไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดแล้วเรียกว่า “โลกุตระ” คือสูงสุด นี้คือมูลเหตุเบื้องต้นที่ท่านผู้อ่านควรรู้ และทำความเข้าใจการเกิดแก่เจ็บตาย ที่ต้องเวียนวนกัน อยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น

คำว่า “บาปกรรม” ที่เราพูดกัน หมายถึงการกระทำที่ไม่ดี ตรงข้ามกับ “บุญกรรม” คือกรรมดีที่เป็นบุญนำไปสู่ภพภูมิที่ดี เมื่อท่านได้อ่านมาถึงตรงนี้ ก็อย่าคิดว่าฉันคือคนพิเศษ อันที่จริงแล้วทุกคนเป็นคนพิเศษเหมือนกัน หากปฏิบัติชื่อตรงต่อพระธรรมคำสอน ไม่ประมาท ก็ไม่เกิดทุกข์ ฉันเองก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ยังหนาแน่นด้วยกิเลสตัณหา เหมือนกัน กับลิงที่มือมันติดยางไม้ที่ไม่สามารถแกะออกได้ จากเรื่องประสบการณ์ทางวิญญาณนี้ ซึ่งไม่ได้เขียนเพื่อให้คนเชื่ออย่างงมงาย แต่ให้พิสูจน์ด้วยเหตุและผลตามหลักธรรม โดย เฉพาะเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องในเล่มนี้ ผู้ที่ถูกพาดพิงเป็นบุคคลที่มีชื่อ มีชีวิตอยู่ และอนุญาตให้ฉันใช้ชื่อจริงได้ (ขอสงวนที่อยู่ไว้) เป็นศรัทธาที่พวกเขามีต่อฉัน เพื่อประกาศว่า กรรมมีจริง ผลเแห่งกรรมมีจริงๆ พิสูจน์ได้จากตัวเราเอง ดังนี้

ท่านผู้อ่านเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดหรือมีคำแนะนำใดๆ ขอน้อมรับความบกพร่อง และฉันยินดีที่จะน้อมรับคำชี้แนะ หรือคำตำหนิทั้งปวง และขออนุโมทนาบุญแด่ผู้อ่านที่ได้ร่วม งานการกุศลที่ฉันมีเจตนาจะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปร่วมรักษา พระภิกษุสงฆ์อาพาธของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และขออนุญาต ใช้นามแทนว่า “เขมกร” แทนชื่อจริงเพื่อมิให้ผู้ใดตำหนิว่าทำเพื่อ เจตนาเผยแพร่ตนเองหรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ด้วยเหตุอันบริสุทธิ์นี้ ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยจงเปิดตาเปิดใจให้คน รุ่นใหม่ และญาติของฉันได้มีความเข้าใจในทางที่ถูกเกี่ยวกับ ภพชาติและกรรมด้วยเถิด
บุญอันใดๆ ที่เกิดขึ้นแล้วแก่ผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียน ขอกราบบูชาแด่พระบรมครูสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอาจารย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ท่านผู้มีพระคุณทุกท่าน และดวงวิญญาณทุกดวงที่เกี่ยวข้องกัน


‘‘เขมกร”
สิงหาคม ๒๕๕๐



ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-15 20:54 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

ตอน คุณยายทวดตายแล้วฟื้น

ชีวิตในวัยเด็กของฉัน ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ฉันจะรู้สึกผูกพันกับยาย (อาม้า) และยายแปลก เทียนวิเศษ ยายทวด แม้ว่าฉันจะไม่ได้พักอาศัย อยู่กับยายทั้งสองคนเป็นประจำก็ตาม ในช่วงปิดเทอม แม่มักจะพาฉันไปฝากให้ยายเลี้ยงเสมอ และทุกครั้ง ที่ฉันได้อยู่กับยายฉันจะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและ ความสุขที่ได้รับ พอถึงช่วงเปิดเทอมต้องกลับบ้าน ฉันจะเกิดความรู้สึกจะเป็นจะตาย ขึ้นมาทุกครั้ง

ฉันยังจำได้เสมอบ้านของยายเป็นตึกแถวสองชั้นใน ตลาดใหม่กรมภูธเรศร์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง ถ.เยาวราช และ ถ.เจริญกรุง เป็นตลาดกลางขายผักที่มาจากสวนผักต่างๆ ใน ละแวกถนนดังกล่าว แม้ว่าในบริเวณตลาดจะค่อนข้างสกปรกและมีเสียงดังเอะอะตลอด แต่สำหรับบ้านยายแล้วแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะทั้งสะอาด เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา และความเอื่ออาทร ฉันสัมผัสได้เสมอเมื่อไปเยือน

chareonkrung1.jpg




หลังจากที่กงเสียชีวิตลง ยายได้อาศัยเงินเก่ากินไปวันๆ พร้อมกับหารายได้จากการทำขนมหวานแบบไทยๆ ขายหน้าบ้าน ยายเป็นคนมีฝีมือในการทำขนมเป็นอย่างมาก ประกอบกับ ความขยันของยาย เงินที่ได้จากการทำขนมผสมกับเงินค่าเช่าแผง ทำให้สามารถเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสบายๆ ตามอัตภาพในสมัยนั้น

ภาพของยายในอดีต ในวัยที่อายุฉันเพียง ๖-๗ ขวบ แต่ฉันยังจดจำได้เสมอ ยายทวดจะเดินหลังโกง แต่ยังมีสุขภาพ แข็งแรง ยายทวดจะนุ่งโจงกระเบน และเปลือยอกอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมของหญิงชราในยุคก่อน วีรกรรมที่ฉันและ บรรดาเหลนทั้งหลายชอบคือ การเข้าไปแอบดึงชายกระเบน ที่อยู่ด้านหลังให้หลุด บางครั้งก็แย่งกันจับนมยายทวดที่ทั้งยานและยาว และด้วยความเหลวของนม ฉันมักจะเอามือทั้งสองข้างประกบที่นมและตีให้ดังแปะๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องขาย ขนมถั่วแปบไปด้วย แม้ว่าบรรดาเหลนจะโดนดุ แต่ก็ส่งเสียงเฮกันลั่นด้วยความสนุกสนานในช่วงวัยนั้น

กิจกรรมที่ยายทำเป็นประจำคือการพาเหลนเข้านอน ไม่ว่า จะกี่คนก็ตามยายทวดจะเป็นคนไกวเปล พร้อมกับส่งเสียง กล่อมจนหลับ และจะนั่งไกวไปจนกว่าจะตื่น เพลงที่ยายใช้เห่กล่อมจะเป็นเพลงที่มีทั้งลูกคอและเอื้อนทำนอง เนื้อหาจะเป็นเรื่องเป็นราวต่อเนื่องกันทั้งเพลง

นี่เป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ฉันยังพอที่จดจำได้ แม้ว่าจะไม่สมบูรณไปทุกเรื่องก็ตาม เนื่องจากวันเวลาได้ ผ่านเลยมาถึง ๖๐ กว่าปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันยังจดจำได้เป็นอย่างดี คือ “ก่อนที่จะเข้านอน ทุกคืน (ต้องบอกว่าทุกคืน) ยายและยายทวดจะต้องจับบรรดา หลานๆ เหลนๆ มานั่งสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป”

ด้วยวัยที่ยังเด็กก็ยังไม่เข้าใจความหมายของการสวดมนต์ ได้แต่เอาธูปที่จุดแล้วมานั่งแกล้งกันเป็นประจำ ทั้งยายและ ยายทวดต้องเข้ามาหย่าสึก ถึงขั้นลงไม้ลงมือกันบ้าง แต่บรรดาหลานๆ ก็มีความสุขไปตามประสาของวัย

นอกจากการสวดมนต์แล้ว ยายทั้งสองมักจะเล่าเรื่อง (บาป) นรก-สวรรค์ (บุญ) ให้พวกเราฟังเสมอ พร้อมกับพยายาม ปลูกฝังให้กลัวบาปและอยู่ในศีลในธรรม (สร้างบุญ) ทุกครั้งที่มีการแสดงธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียง ยายจะเตรียม อาบน้ำปะแป้ง นุ่งโจงกระเบนตัวใหม่ และห่มผ้าแถบ นั่งพนมมือกราบไหว้ที่หน้าวิทยุ โดยมี “พังลาย" (แมว) เป็นแนวร่วม นั่งเหยียดขาหน้า ชูคอ เชิดหน้า ตัวตรง จนกว่าการแสดงธรรมเทศนาจะเสร็จ ทำให้พวกเราตั้งชื่อมันว่า หลวงแม่ลาย

จากประสบการณ์การไปนรก-สวรรค์ของยาย แม่ฉันเคย เล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่ยายกับยายทวดพักอยู่แถวๆ ตลิ่งชันหรือ คลองบางแวก (ไม่แน่ใจ) เพื่อดูแลสวนผักและผลไม้ บ้าน ที่อยู่เป็นบ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูง ห่างไกลความเจริญ การเดินทาง ใช้แต่ทางนํ้าเพียงอย่างเดียว บ่ายวันหนึ่งขณะที่ยายทวดกำลัง นอนหลับพักผ่อนอยู่ที่กลางบ้าน อยู่ๆ ยายทวดก็ลุกขึ้นมา วิ่งวนรอบๆ บ้าน พร้อมกับร้องว่า “กูไม่ไปๆ ๆ ๆ” ยายทวด วิ่งวนได้ประมาณ ๓-๔ รอบ ก็ล้มหงายผึ่งสินใจลงทันที ด้วย ความตกใจแม่รีบวิ่งไปให้เพื่อนบ้านช่วยแต่ก็ไม่ทันการณ์

แม่ยังจำได้ดีว่าร่างของยายทวดถูกคลุมด้วยผ้าขาวนอนเหยียดยาวอยู่บนบ้าน เพื่อนบ้านที่รู้ข่าวต่างพากันมานอนเฝ้า ศพยายทวด รุ่งเช้าของอีกวันก็ช่วยกันหาไม้เพื่อมาประกอบ เป็นโลงศพ เพราะไม่มีขาย ขณะที่ยาย (อาม้า) ต้องรับหน้าที่ คอยหาข้าวหาปลาให้กับเพื่อนๆ ที่มาช่วยงาน ระหว่างที่วิ่งขึ้น วิ่งลงระหว่างบนบ้านกับลานหน้าบ้าน ยายได้ยินเสียงครางฮือๆ จากใต้ผ้าคลุมยายทวด ทุกคนในงานตกใจสะดุ้งกันสุดตัว เพราะคิดว่าหูฝาด จนกระทั่งเสียงร้องๆ นั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนในงานคิดว่า “ผีหลอกแน่ๆ,, พยายามรวบรวมความกล้า พากันไปเปิดผ้าที่คลุมร่างยายทวดออก ปรากฏว่าทุกคนเห็น ยายทวดกำลังเผยอเปลือกตา พร้อมกับส่งเสียงคราง จนทุกคนเริ่มแน่ใจว่าไม่ใช่ผี จึงช่วยกันช้อนศีรษะยายทวด พร้อมกับช่วยกันนวดตามร่างกาย สักพักใหญ่ๆ ยาย,ทวดเริ่มรู้สึกตัว แต่ก็ยังอ่อนแรงอยู่ ตามวัย ยายทวดต้องการดื่มนำ เมื่อได้กินน้ำเข้าไปสักพักใหญ่ๆ ร่างกายเริ่มฟื้นสดชื่นมากขึ้น ยายเริ่มเอามือชี้ไปที่ท้ายคลอง พร้อมกับพูดเสียงแหบๆ ว่า “ตาแปลกตาย” ทุกคนในงานเริ่มงง ไม่เข้าใจที่ยายทวดพูด สักพักก็ได้เสียงเอะอะ ร้องไห้มาจากท้ายคลอง พร้อมกับบอกว่า “ตาแปลก บ้าน ท้ายคลองที่นอนป่วยอยู่ ได้สิ้นใจแล้ว’’

เวลาผ่านไปอีกหลายวัน เมื่อยายทวดเริ่มแข็งแรง ยายทวด เริ่มเล่าประสบการณ์ที่นึกว่าตายแล้วฟื้นให้ฟังว่า ‘‘ตอนที่นอน อยู่นั้น เห็นชายรูปร่างสูงใหญ่มา ๓ คน นุ่งผ้าสีแดง ไม่ใส่เสื้อ คนหนึ่งถือโซ่ คนหนึ่งถือสมุด และอีกคนไม่ได้ถืออะไรเลย เมื่อทั้ง ๓ คนขึ้นมาบนบ้านได้ออกคำสั่งให้เอาตัวยายทวดไป แต่ยายทวดไม่ยอม รีบวิ่งขึ้นลุกหนีแต่ก็หนีไม่รอดถูกโซ่คล้องจับตัวไว้ได้ ถูกลากตัวไปตลอดทาง คุณยายทวดไม่ยอมพร้อมกับด่าไปว่า “กูไม่ไปๆ” แต่ชายทั้ง ๓ คนก็ลากคุณยายทวดไปจนได้ โดยนำตัวไปสมทบกับคนอื่นอีกหลายๆ คน สภาพแต่ละคนที่คุณยายทวดมองเห็นทุกคนล้วนแต่สีหน้าเศร้า จากนั้นคุณยายทวดก็ถูกพาตัวไปลานกว้างแห่งหนึ่ง ที่สภาพอ้างว้างดูแห้งแล้ง บ่งบอกได้ถึงความเงียบเหงาวังเวง  น่าสพรึงกลัว มองไปรอบๆ ไม่เจอแม้แต่ต้นไม้สักต้นเดียว ไม่มีลมพัด ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีดวงดาว แต่มีแสงสว่างมองเห็นกันได้อย่างชัดเจน ที่ลานกว้างนั้นมีทั้งผู้หญิง ผู้ชายและเด็กๆ นั่งกันเต็มไปหมด ทุกคนที่นั่งอยู่ที่ลากว้าง นั้นไม่มีการพูดคุยกัน สีหน้าแต่ละคนเศร้าสร้อย บางคนถึงกับนั่งร้องไห้ เท่าที่รู้ทุกคนที่นั่งอยู่ลานกว้างแห่งนี้เพื่อรอเรียกชื่อ เข้ารายงานตัวต่อผู้ที่มีอำนาจในนั้น เมื่อผู้คุมเรียกชื่อใคร ก็จะต้องลุกขึ้นเดินออกไปรายงานตัว ก่อนที่จะเดินหายไปกับผู้คุมนั้น

ระหว่างที่คุณยายทวดนั่งรอเรียกชื่ออยู่นั้นได้สังเกตเห็นว่าบางคนที่นั่งรออยู่จะมีอาหารนั่งกินไปด้วย แต่มีอยู่หลายคนไม่มีอาหาร ได้แต่นั่งมองคนอื่นกินตาปริบๆ บางคนใจกล้า เพราะด้วยความหิวจึงเอ่ยปากขออาหารจากคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แต่ส่วนใหญ่จะได้รับการปฎิเสธ จากสภาพที่เห็นคุณยายทวด รู้ตัวได้ทันทีเลยว่า ตัวเองได้ตายแล้ว แต่ก็ไม่ได้เกิดความกลัว เพราะมั่นใจว่าตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้เป็นผู้ประมาท ได้สร้างบุญ ทาน และความดีสะสมไว้เป็นเสบียงเพื่อเตรียมไว้ใช้เมื่อความ ตายมาเยือน

ดังนั้นจงไม่แปลกที่คุณยายทวดจะมีโต๊ะสำรับเพียบพร้อม ไปด้วยอาหารร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทำให้บางคนเข้ามาขอนํ้าดื่มกับคุณยายทวด ซึ่งคุณยายทวดก็อนุญาตให้เลือกกินได้ตามใจด้วยความเมตตา ระหว่างที่ คนๆนั้นเอามือแตะที่ขันเงินใบใหญ่ที่มีนํ้าใสสะอาดอยู่เต็มขัน ปรากฏว่าคนๆ นั้นเกิดอาการสะดุ้งและสะบัดมือพร้อมกับส่งเสียง ร้องว่า “ร้อนๆ ๆ” คุณ.ยายทวดก็แปลกใจพร้อมกับบอกไปอีกว่า ให้เลือกกินอย่างอื่นก็ได้ที่อาจจะไม่ร้อนเหมือนน้ำ แต่ทุกครั้งที่คนๆ นั้นใช้มือแตะภาชนะที่ใส่อาหารหรือนํ้า ก็จะเกิดอาการ เดิมๆ ทุกครั้งไป ทำให้ไม่สามารถกินอะไรได้เลยแม้แต่อย่างเดียว ซึ่งคุณยายทวดเข้าใจเองว่า อาจจะเป็นเพราะตอนที่ยัง มีชีวิตอยู่ไม่เคยทำบุญให้ทานกับใครเลย

ระหว่างที่นั่งรอเรียกชื่อ คุณยายทวดได้ยินผู้คุมเรียกชื่อ แปลก เทียนวิเศษ จากนั้นผู้คุมได้เข้ามาคุมตัวคุณยายทวด เดินตรงไปที่โต๊ะตัวใหญ่ คุณยายทวดได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ผิวพรรณผ่องใส เป็นประกายเรืองแสง หน้าตาคมสันเปล่งปลั่ง นั่งอยู่เพียงคนเดียวพร้อมกับถามว่า
“แปลก เจ้าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย”
เสียงที่ถามมานั้นก้องกังวานดังฟังชัดเป็นอย่างมาก ราวกับพูดในโอ่งที่ไม่มีนํ้า

คุณยายทวดตอบสวนไปทันทีว่า “เอากูมาแล้ว ไม่รู้ หรือว่ากูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย”
ที่พูดไปไม่ได้เพราะโกรธ แต่คุณยายทวดมักจะมีนิสัยพูดจาเป็นนักเลงแต่เป็นคนมีเมตตา ใจดี

ชายหนุ่มคนดังกล่าวถามยํ้าอีกว่า “แล้วเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย บอกมา"
ครั้งนี้คุณยายทวดตอบไปว่า “ผู้หญิง”
ทันทีที่ตอบกลับไปว่า “ผู้หญิง”
ปรากฏว่าเหล่าบรรดาผู้คุม ได้เกิดความโกลาหลขึ้นเป็นอย่างมาก โดยชายหนุ่มคนเดิมได้ สั่งให้ผู้คุมรีบนำตัวคุณยายทวดกลับไป เพราะเป็นการเอามาผิดตัว ผู้คุมก็ต้องรีบลากตัวคุณยายทวดเหมือนตอนที่เอาตัวมา เพื่อที่จะนำไปส่งให้กลับที่เดิม

ระหว่างทางได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งยายทวดจำได้ว่า เป็นพระภิกษุที่พายเรือมารับบาตรจากคุณยายทวดทุกวัน ตอนเช้ามืดที่ท่านํ้าหน้าบ้าน แต่ท่านได้มรณภาพไปนานนแล้ว พระภิกษุได้บอกกับผู้คุมว่าให้ปล่อยตัวคุณยายทวดท่านจะพาไปส่งเอง

ทันทีที่ผู้คุมปล่อยตัวคุณยายทวด ก็จับแบกขึ้นบ่าเดินเร็วเหมือนลมพัดแล้วมาหยุดที่ผนังหินแห่งหนึ่ง ลักษณะเหมือนถ้ำที่มีโพรงเล็กๆ กว้างไม่ถึงคืบ จากนั้นพระภิกษุได้ ปล่อยตัวคุณยายทวดลงพร้อมกับสั่งว่า “ให้มุดเข้าไปในช่อง” คุณยายทวดดูลักษณะช่องแล้วก็บอกว่า “ช่องมันเล็กมาก มุดเข้าไปไม่ได้,, พระภิกษุรูปเดิมก็ใช้วิธีจับคุณยายทวดอัดเข้าไปในโพรง เมื่อร่างกายหลุดเข้าไปในโพรงคุณยายทวดก็เริ่มรู้สึกตัว” ยังดีทีบรรดาญาติๆ ยังต่อโลงไม่ทันเสร็จ ไม่เช่นนั้น ต้องถูกจับมัดตราสังข์ใส่โลงเป็นแน่แท้

นั้นเป็นเพียงประสบการณ์การตายครั้งแรกของคุณยายทวด หลังจากนั้นท่านยังได้เผชิญกับความตายที่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ สอง และครั้งที่สามจึงได้ตายจริง

การตายครั้งที่สองท่านเล่าว่า ได้ทัวร์ทั้งนรกและสวรรค์ รวมทั้งหมด ๖ วันด้วยกัน บรรดาลูกๆ หลานๆ รวมถึงเหลน ถือว่าเป็นบุญที่ได้ฟังเรื่องราวนรก-สวรรค์จากปากคุณยาย แม้ว่าเรื่องเล่าประเภทนี้จะเกิดขึ้นและมีอยู่มากมาย แต่ผู้ที่ไม่ได้ประสบด้วยตนเองอาจจะไม่เชื่อ

สำหรับตัวฉันนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบกับตัวเอง เป็นครั้งแรก ว่าภพภูมิอื่นๆ ในโลกอื่นยังมีอยู่จริง มีอีกมากมายนอกจากภพภูมิมนุษย์โลกนี้ ตามข้อมูลหลักฐานที่ พระสงฆ์ เณร ชี หรือครูบาอาจารย์ ผู้มีความรู้ได้กล่าวเล่าไว้ เป็นประสบการณ์ แม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยังอยู่ในวัยเด็ก แต่ ในระยะต่อมาจนมาถึงปัจจุบัน ฉันก็ได้มีโอกาสสัมผัสรู้ด้วย ตัวเองเกี่ยวกับเรื่องราวทางวิญญาณโดยตรงหลายครั้งจนจำ ไม่หมด ส่วนที่จดจำได้และเห็นว่าพอจะเป็นประโยชน์จึง หยิบยกขึ้นมาเล่าให้อ่านกัน ดังนี้

มีท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า “วิญญาณเป็นพลัง สามารถสร้างรูปได้ด้วยผลแห่งกรรม (ดีและชั่ว) กรรมคือการกระทำ ทำให้มนุษย์เวียนว่ายตายเกิด ฉะนั้นทุกท่านควรหาสิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งบุญ คือการสร้างบุญทำความดี ๑๐ อย่าง
บุญกริยาวัตถุ ๑๐ (บุญกิริยาวัตถุสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต พระไตรปิฎก เล่ม ๓๗ หน้า ๔๘๔)
เพื่อใช้เป็นกองทุนในการเดินทางไปยังโลกหน้ามีดังนี้

หมวด ๓ คือ
๑. ทำบุญด้วยการให้
๒. ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี
๓. ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือ ฝึกอบรมจิตใจ

หมวด ๑๐ คือ
๑. บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔. บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น
๕. บุญสำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อม (การไหว้สิง ที่ควรเคารพ เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ให้ทานแก่คนที่สมควรแก่ทาน เคารพนับถือ คนที่ควรเคารพ นับถือ บูชาคนที่ควรบูชา)
๖. บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ (การกรวดน้ำ แผ่ เมตตา อุทิศให้กับสิ่งที่เราอยากอุทิศบุญให้)
๗. บุญสำเร็จด้วยการยินดีในบุญที่ผู้อื่นทำแล้ว
๘. บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม (อ่านหนังสือธรรมะ ฟังธรรมะ)
๙. บุญสำเร็จด้วยการกล่าวธรรม สั่งสอน แสดงบรรยายธรรม
๑๐. การทำความเห็นให้ตรง บุญข้อนี้เปรียบเสมือนคน ถือหางเสือที่คอยคัดท้ายเรือให้แล่นตรง ทำให้บุญกิริยาข้อ ๑- ๙ มีผลสมบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่อง


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-16 18:42 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

พระศิวะมหาเทพประธานงู

shiva-04.jpg




ตามปกติแล้วฉันและเพื่อนๆ มักจะนัดชุมนุม พูดคุยวิเคราะห์ข่าวคราวของบ้านเมือง เศรษฐกิจ ลามไปจนถึงวงการแฟชั่น ไม่เว้นแม้แต่นินทาคน ใกล้ชิด ประเภทคนนั้นใส่เพชรเม็ดใหญ่กว่าคนโน้น ยายนั่นเปลี่ยนรถอีกแล้ว อาหารร้านนี้อร่อย ฯลฯ แต่สุดท้ายจะจบลงที่เรื่องศาสนาและลัทธิต่างๆ แลกเปลี่ยนพูดคุยกันจนสะใจ ต่างฝ่ายต่างเหนื่อย จึงพากันแยกย้ายกลับบ้าน

แหล่งชุมนุมของฉันและบรรดาเพื่อนไม่พ้น “ร้านตัดเสื้อ เจนนีส” ตั้งอยู่บริเวณสุขุมวิทซอย ๓๓ มีคุณแต้ว (อรุณฤกษ์ ชมะโชติ) เป็นเจ้าของร้านและรับอาสาเป็นเจ้ามือจำเป็น คอยดูแลเลี้ยงข้าวเลี้ยงนํ้าโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง อาหารที่ฉันโปรดปรานและชอบสั่งมากที่สุดคือ อาหารจากร้านอิตาลี ปันปัน ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่ามันราคาแพงระยับขนาดไหน แต่สมาชิกที่ไปร่วมงาน จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณแต้ว ระยะหลัง แม้ว่าร้านเจนนีสได้ย้ายไปอยู่ที่ซอย ๔๙ ติดกับอู่รถวอลโว ซึ่ง ห่างจากร้านเก่าพอสมควร พวกเราก็ยังตามไปเป็นแหล่งชุมนุม เหมือนเดิม

บ่ายวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๒ สมาชิกยังเกาะกลุ่มกัน อย่างเหนียวแน่น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสมาชิกหน้าเก่าๆ และจากการพูดคุยในครั้งนี้ทำให้ฉันได้มีโอกาสรับรู้เรื่องการประทับทรง “เสด็จปู่พระศิวะมหาเทพ” ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคุณแต้ว คุณจำ คุณชุมฯ ได้ไปประสบพบมาทำให้เกิดความศรัทธา และประทับใจ และด้วยความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบัดดล ทำให้ฉันถึงกับพูดขู่เพื่อนๆ ไปว่า “ถ้าไปไหว้สักการะเสด็จปู่ที่เชียงใหม่ อีกครั้งขอตามไปด้วยคน” ฉันนั่งพูดคุยกับเพื่อนจนถึงเวลา ประมาณ ๒๐.๐๐ น จึงขอตัวกลับบ้าน ขณะที่กำลังก้มหน้า ก้มตาเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน

ในทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะรํ่าลาเพื่อนๆ ตามปกติสายตาก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่ง ยืนอยู่ตรงกลางของร้าน ตอนนั้นรู้สึกได้เลยว่ามีพลังลึกลับบางอย่างที่ดึงดูดฉันโดยที่จะละสายตาได้เลย ลักษณะเหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์ ฉันจำได้ดีว่ารูปร่างของเขาคนนั้น เป็นคนที่รูปร่างสมส่วนงามสง่าสูงใหญ่เกินกว่าคนธรรมดาปกติ เปลือยอกดูราวกับเป็นเทวรูปที่ตั้งไว้บูชาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ชาย คนๆ นี้งามสง่ากว่ามาก มีรัศมีแสงเรืองรองแผ่ออกมารอบกาย ผิวสีทองแดงนวลเนียนผ่องใส ใบหน้างามคมสันเยี่ยงชาวภารตะ ดวงตาคมกริบฉายประกายอำนาจลึกลับอย่างประหลาด แต่แฝงด้วยความเมตตาที่อ่อนโยนยิ่ง ที่ศีรษะมุ่นผมเป็น มวยสูง มีปิ่นเป็นรูปดาวและเดือนเสี้ยวเสียบอยู่ และยังมีงู ตัวหนึ่งพันรอบคอชูหัวส่ายไปมา ที่มือข้างหนึ่งถือไม้ยาวๆ ส่วน ปลายดูเหมือนมีกลองใบเล็กๆ ผูกติดอยู่

ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าเริ่มคุ้นๆ กับภาพของชายคนนั้น ระหว่าง นั้นแวบหนึ่งเข้ามาในสมองว่า “คุณพระช่วย! นึกออกแล้ว ว่าท่านคือ พระศิวะมหาเทพนั้นเอง” ตอนนั้นฉันเริ่มรู้สึกชาที่ ใบหน้าตลอดจนทั้งตัว หนาวเย็นสะท้านจับใจ ร่างกายเหมือน ถูกตรึงแน่นอยู่กับที่ พอเริ่มที่จะได้สติเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งอึดใจ ปรากฏว่าฉันเห็น พระศิวะมหาเทพยกพระหัตถ์จับงูที่พระศอของพระองค์แล้วโยนมาพันที่คอของฉันพอดี ฉันตกใจสุดซีด หลับตาสนิทแล้วร้องเบาๆ ด้วยความหวาดกลัว

ท่านรับสั่งว่า ให้ไว้คุ้มครอง แล้วท่านก็ค่อยๆ จางหายไป ความรู้สึกกลัวขวัญหนีดีฝ่อบวกกับความปลื้มปิติมันท่วมท้นตัวของฉันจนไม่สามารถจะบรรยายได้ สมาชิกคนอื่นๆ ที่เห็น อากัปกิริยาของฉันขณะนั้นต่างพากันงง พอฉันเริ่มตั้งสติได้ ก็เล่าสิ่งที่ได้ประสบพบมาให้ทุกคนฟังอย่างตื่นเต้น ปรากฏว่า ทุกคนต่างอนุโมทนาและยินดีกับฉัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นและน่าประทับใจมาก

ระหว่างทางที่ฉับขับรถกลับบ้านพัก ในใจคิดถึงแต่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะไม่ค่อยมั่นใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็น เพียงความฝัน หรืออาจจะคิดไปเองก็เป็นได้ เพราะไม่คิดว่า จะมีบุญวาสนาถึงกับได้รับสิ่งของประทานจากพระศิวะมหาเทพ ระหว่างทางที่คิดไปปากก็พึมพำไปด้วยว่า ‘‘ไม่อยากเชื่อๆๆๆๆ’’ จนกระทั่งขับรถถึงบ้านพัก ขณะที่กำลังจะนอนก็ยังไม่วายที่จะ คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก จะเรียกได้ว่าหลับได้เพราะเพลียไปเองซะมากกว่า

จนกระทั่งเช้าวันใหม่ต้องถือว่าเป็นวันที่ฉันตื่นนอนสายกว่าปกติ ทันทีที่ลุกขึ้นก็รีบปฏิบัติภารกิจประจำวันก่อนทีจะลงมาชั้นล่าง ขณะนั้นเห็นแม่บ้านกำลังล้างรถอยู่ที่ถนนหน้าโรงรถ

ฉันได้ส่งเสียงร้องถามไปว่า ‘‘เช้านี้มีอะไรกินบ้าง”
แม่บ้าน บอกกลับมาว่า “ทำเรียบร้อยแล้ว”

จากนั้นแม่บ้านก็เก็บสายยางที่ใช้ล้างรถ ก่อนที่จะเดินผ่านโรงรถซึ่งปลูกชิดไปทางรั้วบ้าน เพื่อมุ่งหน้าเข้าห้องครัว เส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางประจำที่แม่บ้าน ชอบใช้เดินฝาน เพราะเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างห้องครัวกับโรงรถ เป็นถนนที่โปร่งและกว้างพอสมควร แม้ว่าจะมีอีก เส้นทางหนึ่งที่ต้องเปิดประตูที่ทะลุจากตัวบ้านกับโรงรถก่อนจะเดินไปถึงห้องครัว

ระหว่างที่แม่บ้านเดินผ่านเส้นทางดังกล่าว
ฉันได้ยินเสียงร้องกรี๊ดพร้อมกับบอกว่า “งู” “ช่วยด้วย งู
เมื่อเช้าหนูเดินผ่านหลายครั้งยังไม่เห็นมีงูเลย”
ฉันรีบเดินตามไปดูห่างๆ เห็น แม่บ้านยืนร้องตัวสั่นอยู่กลางโรงรถและมือชี้ไปที่ถังแก๊สที่ วางไว้อยู่ภายนอกครัวโดยใช้วิธีต่อสายเข้าไปในครัว ภาพงูที่ฉันเห็นชัดเป็นงูตัวใหญ่ยาวพอสมควร กำลังพันตัวอยู่รอบถังแก๊สส่ายหัวไปมาท่าทางน่ากลัวมาก เพียงครู่เดียวมันยืดลำตัวชูคอสูงขึ้นสูง ทำให้มองเห็นลำตัวที่มีลายเป็นปล้องๆ สลับสีดำสีขาวได้อย่างชัดเจน ตอนนั้น'ฉันรูสึก ร้อนวูบวาบไปทั้งตัวเพราะงูที่ฉันเห็นลักษณะสีตามลำตัวเหมือน กับงูตัวเดียวกับที่พระศิวะมหาเทพประทานให้นั้นเอง

ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนตัวสั่น ที่ได้พบกับเรื่อง ปาฏิหาริย์เช่นนี้ ในใจได้แต่อธิษฐานถึงเสด็จพ่อพระมหาศิวะลูกเชื่อแล้วว่าพระองค์ได้เมตตาประทานงูบริวารของพระองค์ มาคุ้มครองลูก ลูกซาบซึ้งและปีติในพระมหากรุณายิ่งนัก แต่ ลูกและคนอื่นๆ กลัวเหลือเกิน ขอให้มาในลักษณะของทิพย์ด้วยเถิดจะได้มองไม่เห็น โปรดอย่าได้มาปรากฏเป็นตัวให้เห็น อย่างนี้เลย

ระหว่างที่ฉันกำลังยืนคิดอธิษฐานอยู่นั้น ปรากฏว่าทาง พ่อบ้านได้ถือท่อนเหล็กแป๊บมาท่อนหนึ่งเตรียมจะตีงู ฉันร้องห้ามเสียงหลง ขณะเดียวกันงูไต้ลดตัวลงและชูคออยู่เฉยๆ พ่อบ้านจึงฉวยโอกาสวางถุงปุ๋ยเปล่าราบกับพื้น อีกมือหนึ่งเปิดปากถุงให้กว้างไว้ ก่อนที่จะหันไปทางถังแก๊สที่งูเลื้อยพันอยู่ อีกมือหนึ่งถือไม้รวกเล็กๆ เคาะเบาๆ ที่พื้นด้วยท่าทางที่สบายๆ ราวกับผู้เชี่ยวชาญ น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง งูค่อยๆคลายตัวจากถังแก๊ส แล้วเลื้อยช้าๆ ตรงเข้าไปในถุงปุ๋ยที่เปิดอ้ารออยู่โดยไม่ได้แสดงอาการดุร้ายเลย เมื่องูได้เข้าไปจนเรียบร้อยแล้ว พ่อบ้านเอาเชือกมามัดปากถุงหลายรอบจนแน่นหนาแล้วยกขึ้น ท้ายรถกระบะบอกว่า “จะเอางูไปปล่อย’

หลังจากนั้นประมาณสองชั่วโมง พ่อบ้านกลับมาถึงบ้าน เล่าด้วยอาการที่ตื่นเต้นว่า เมื่อไปถึงที่หมายที่ต้องการจะปล่อยงู ระหว่างที่เขาปีนขึ้นกระบะรถเพี่อที่จะหยิบถุงปุ๋ยที่ใส่งูไว้ เขาก้มลงใช้มือสองข้างออกแรงยกถุงขึ้น แต่เขาแทบหงายหลัง เพราะถุงนั้นไม่มีนํ้าหนักเลย เหมือนกับไม่มีอะไรบรรจุอยู่ใน ถุงปุ๋ย ด้วยความตกใจคิดว่างูคงจะหลุดออกจากถุงเขารีบ กระโดดลงจากรถออกไปยืนตั้งหลัก สักครู่จึงได้กลับมาสำรวจ ทั้งในรถและที่กระบะท้ายก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ตรวจสอบดูสภาพ

ถุงที่ใส่งูนั้นไม่มีรู หรือรอยฉีกขาด เชือกที่มัดปากถุงยังคงแน่นหนาเหมือนเดิม นึกแปลกใจว่างูหายไปได้อย่างไร มันไม่น่าเป็นไปได้ ทุกอย่างทำด้วยมือตัวเองทั้งสิน ตั้งแต่เปิดปากถุง งูเลื้อยเข้าไปในถุง มัดปากถุง ขณะที่หิ้วขึ้นไปวางบนกระบะก็ยังรู้สึกว่ามีนํ้าหนักพอควรทีเดียว

ฉันจึงถามไปว่า “แล้วคิดได้อย่างไรว่าจะต้องจับงูใส่ถุงปุ๋ย

พ่อบ้านก็บอกว่า “ก็ยังนึกอยู่เหมือนกันว่า ทำไปได้อย่างไรตั้งแต่เปิดถุงให้งูเลื้อยเข้าไปแล้วปิดปากถุง ไม่เคยทำมาก่อน ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นทำไปได้อย่างไร ยังงงอยู่เหมือนกัน''

เหตุการณ์ครั้งนี้ฉันก็ยังสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไม ถึงสัมพันธ์สอดคล้องกันได้ขนาดนี้ ฉันหาคำตอบไม่ได้แต่ก็ สรุปเองเลยว่า เป็นการแสดงปาฏิหาริย์ขององค์พระศิวะมหาเทพที่ให้ฉันได้สัมผัสเพื่อยืนยันในสิ่งที่พระองค์ได้เมตตาประทาน บริวารให้กับดิฉัน นับเป็นพระมหากรุณาเป็นที่สุดที่ฉันจะไม่มีวัน ลืมเลือน

คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักพระศิวะเทพ ต้องบอกก่อนว่า ท่านเป็นองค์เทพองค์หนึ่งของศาสนาพราหมณ์ที่มีอายุถึง ๓ พันกว่าปี ก่อนมีพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีคนหลายร้อยหลายพันล้านคน คงไม่ศรัทธานับถือบูชา เราควรมีจิตใจเปิดกว้าง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง แต่ลองพิจารณาตามหลักความเชื่อ เกสปุตติสูตร ว่าด้วย กาลามะ ชาวเกสปุตตนิคม ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแค้วนโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงตำบลของพวกกาลามะ ชื่อว่า เกสปุตตนิคม
พวกกาลามะชาวเกสปุตตนิคมได้ทราบว่า ข่าวว่าท่าน พระสมณโคดมศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จถึงเกสปุตตนิคมโดยลำดับแล้ว ท่านพระสมณโคดมนั้น มีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มี พระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้ง โลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฯ ลำดับนั้น พวกกาลามะชาว เกสปุตตนิคม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวก ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกสนทนาปราศรัย พอเป็นที่บันเทิงในพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประนมมือไหว้ไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประกาศชื่อและโคตรแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควร พวกกาลามะชาว เกสปุตตนิคมผู้นั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค ดังนี้ว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมายังเกสปุตตนิคม แสดงประกาศวาทะของตนเท่านั้น แต่กระทบกระเทียบ ดูหมิ่น กล่าวข่มวาทะของผู้อื่นทำให้ไม่น่าเชื่อถือ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความสงสัยลังเลในสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า “บรรดาท่านสมณพราหมณ์ เหล่านี้ ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กาลามชนทั้งหลาย ก็สมควรที่ท่านทั้งหลายจะสงสัย สมควรที่จะลังเลใจ ท่านทั้งหลายความสงสัยลังเลใจในฐานะที่ควรสงสัยอย่างแท้จริง มาเถิดกาลามะทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย (๒. มหาวรรค ๕. เกสปุตติสูตร)

อย่าปลงใจเชื่อด้วยกาฟังตามกันมา อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ (การคิดเอาเอง)
อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน (คาดคะเนเหตุผลที่มีอยู่)
อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นได้
อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-17 22:28 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

แม่นางกวัก

นางกวัก.jpg




สำหรับตัวฉันเองเป็นผู้ประกอบอาชีพค้าขาย ซึ่งตามธรรมดาของชาวไทยส่วนมาก โดยเฉพาะคนที่ทำมาค้าขายมักจะต้องมีเครื่องรางของขลังไว้บูชา เพื่อช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้าน ต้องการให้ซื้อง่าย-ขาย คล่องเพราะนั่นหมายถึงความมั่งคั่ง มีรายได้ มีทรัพย์สินเงินทองเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่พ่อค้าแม่ค้าแต่ละคนมักจะมีเครื่องรางของขลังที่ แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็นตระกรุด ผ้ายันต์ กุมารทอง รักยม พญาเต่าเรือน ไซ ปลัดขิก จิ้งจกสองหาง แม่นางกวัก ฯลฯ

ทั้งนี้ต่างก็ได้ไปขอบูชามาจากครูอาจารย์ที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธา สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำมาหากิน ถือเป็นที่พึ่งทางใจอีกทางหนึ่ง

ตัวฉันเองก็ไม่แตกต่างกับคนอื่น บรรดาเพื่อนฝูงผู้หวังดีจัดส่งเครื่องรางของขลังมาให้บูชาหลายชนิดด้วยกัน จนทุกๆเช้าก่อนเปิดร้าน ฉันกับลูกน้องต้องสาละวนกับการถวายเครื่องบูชา แต่ในช่วงหลังฉันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกน้อง แล้วค่อยๆ ลดเครื่องรางของขลังลงไปบ้าง ด้วยการแจกจ่ายให้คนอื่น ไม่ใช่เพราะไม่นับถือหรือลบหลู่แต่อย่างใด เหตุผล อย่างเดียวคือ ขี้เกียจจะต้องจัดหาของถวายเครื่องบูชาและ คิดว่าถ้าเราเป็นคนทุศีล ขี้โกง ทำไม่ดี เอาเปรียบลูกค้าหรือ ฉกฉวยค้ากำไรเกินควร สิ่งที่เราบูชาก็ไม่อาจช่วยเราได้ ดังนั้น การที่เราค้าขายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและการเอาอกเอาใจ ลูกค้าให้ลูกค้าพอใจก็น่าจะเป็นเครื่องรางที่ดีที่สามารถดึงดูด ลูกค้าไว้ได้

สิ่งที่ฉันยึดเหนี่ยวและคิดเสมอว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้จะต้องมีหลายปัจจัยเป็นองค์ประกอบ เช่น ต้อง มีความรอบรู้ในธุรกิจนั้นอย่างแท้จริง ต้องรู้ลึกและรู้กว้าง ต้องมีสายปาน (เงินทุน) ที่ยาวเพียงพอ ต้องถูกกาลสมัย ต้องมีความขยันอดทน อดออม ต้องรู้จักใช้คนให้ถูกต้องตามหน้าที่การงาน และต้องอยู่ในทำเลที่ดี ฯลฯ เป็นต้น
ที่สำคัญยิ่งกว่านี้ คือ ฉันเชื่อในเรื่องของ " กรรม และ ผลแห่งกรรม " นั้นคือเหตุปัจจัยในอดีตชาติที่ได้ทำสั่งสมมา ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการตัดรอนหรือส่งเสริมสนับสนุนให้ฉันประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตได้

ตัวฉันเองยอมรับในชะตากรรมของตนแต่ไม่ยอมแพ้ ต้องทนทุกข์ยากลำบากเลือดตากระเด็นเป็นเพราะว่าตนเองเชื่อในเรื่องการทำดีย่อมได้ดี และคิดว่าถ้าชื่อสัตย์ขยันทำมาหากิน ไม่เที่ยวเตร่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ทำตัวเหลวไหล หรือกินเหล้าเมายา ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม ย่อมต้องมีทรัพย์สินเงินทอง แน่นอน ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกรรม เมื่อสร้างเหตุใดไว้ ก็ตองได้รับผลแห่งเหตุนั้น นี่คือเหตุปัจจัยเป็นผลแห่งกรรมดี และชั่วของตน ที่ได้สร้างไว้นอดีตชาติที่ผ่านๆ มา อกุศลกรรม ที่เลวร้ายมากมายในอดีตชาติ มาปรากฏแก่ฉันถึงชาติปัจจุบันนี้ จึงต้องมาเสวยผลวิบากกรรมที่เลวร้ายตามเหตุที่เคยทำมา ฉันจึงพยายามขวนขวายสร้างสมบุญเพื่อใช้เป็นเสบียงสำหรับ เดินทางไปใช้ชาติหน้า เพราะตนเองยังเป็นผู้มีกิเลสจึงต้อง เวียนว่ายตายเกิดอีก ถึงแม้ว่าบัดนี้เวลาของฉันจะเหลือเพียง น้อยนิดเพราะจำกัดด้วยอายุขัยที่ใกล้ฝั่งเต็มที จึงต้องรีบสร้าง สะพานบุญเพี่อทอดข้ามไปด้วยความไม่ประมาท

ย้อนกลับมาถึงเรื่องเครื่องรางของขลังที่ฉันเคยได้ประสบ และอยากหยิบยกมาเล่าให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่ไม่เชื่อถือ เครื่องรางของขลัง (ขอให้ใช้วิจารณญาณ) และที่สำคัญขออย่าได้ลบหลู่ในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาจนเกิดความคึกคะนอง ประมาท ขาดสติ จนชีวิตต้องวิบัติ

สายวันหนึ่ง มีเด็กสาวสองคนมาหาฉันที่ร้าน ตอนแรกคิดว่าเป็นลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ลูกน้องบอกว่า เราเปิดร้านขายตอนสิบโมง แต่เธอทั้งสองบอกว่าต้องการจะพบฉัน
ทันทีที่ฉันเจอหน้าเด็กทั้งสองคนซึ่งหน้าตาน่ารัก ลักษณะผิวพรรณดี จึงได้ถามเธอไปว่า

“ หนูมีธุระอะไรหรือ ”
“ ค่ะ.. คุณพ่อของหนูไม่สบาย ” เด็กสาวตอบอย่างเกรงๆ
“ คุณป้าช่วยหนูนะคะ คือพ่อของหนูไม่สบายเป็นอัมพาตมาตั้งนาน ตอนนี้ยิ่งพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง พวกหนูเป็นทุกข์ แล้วก็กลัวมาก ” เธอพูดด้วยนํ้าเสียงเศร้าๆ
ฉันจึงบอกไปว่า “เป็นธรรมดาของคนป่วยถ้านอนนานๆก็อาจพูด ไปเรื่อยเปื่อย”
“แต่สิ่งที่พ่อหนูพูดน่ากลัวมากเลย” เธอพูดด้วยสีหน้าวิตกกังวล

ฉันจึงให้เด็กทั้งสองคนเล่าให้ฟังสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ เด็กทั้งสองคนเล่าว่า เธอทั้งสองญาติบ้านอยู่ใกล้กัน เป็นห้องตึกแถวที่ถนนรัชดาภิเษก พ่อของเธอ ทำงานค้าขายอิสระ เป็นคนมีนิสัยสนุกรื่นเริง อยู่มาวันหนึ่ง พ่อของเธอตกบันไดจากขั้นที่สามลงมาที่ขั้นที่สอง เนื้อตัวถลอกเป็นแผลเล็กน้อยดูเหมือนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ผ่านไปอีกเพียงสองวัน พ่อของเธอก็ตกบันไดซ้ำอีกจาก ขั้นที่สามเหมือนเดิม ครั้งนี้ไม่มีแผลเลย แต่มีอาการทรุดหนักลุกขึ้นไม่ได้ ต้องพาส่งโรงพยาบาลรักษา ตั้งแต่นั้นมาพ่อต้องนอนแบบ แช่อุจจาระและปัสสาวะอยู่กับที่ แต่เพราะลูกทุกคนต่างมีหน้าที่ การงานต้องทำ การดูแลจึงหย่อนยานไปบ้าง วันๆ ได้ยินแต่ พ่อร้องว่า “กลัวแล้วๆ" เท่านั้นเองไม่พูดอย่างอื่นเลย

ตลอดเวลาที่เธอเล่าให้ฉันฟัง ฉันเอื้อมมือไปแตะที่นิ้วมือของเธอไว้และตั้งจิตอธิษฐานดู (เป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว) ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วถามว่า

“หนู ที่บ้านของหนูมีแม่นางกวักหรือเปล่า ”
“ไม่มีค่ะ พ่อหนูเขาไม่เชื่อ เขาบอกว่าบ้า งมงาย ”
“เอ.. แต่ฉันเห็นพ่อเธอ...”
“บ้านหนูเองค่ะ บ้านหนูขายของ แม่หนูตั้งแม่นางกวักไว้ ที่หน้าโต๊ะเก็บเงิน” ญาติของเธอที่มาด้วยกันรีบบอก
“แล้วพ่อของหนูเคยไปที่บ้านของหนูคนนี้หรือเปล่า” ฉันสงสัย

“ไปค่ะ คุณลุง(คนป่วย) แวะไปคุยเกือบทุกวัน”
“แล้วไปเกี่ยวกับแม่นางกวักได้อย่างไร?...”

ฉันไม่อยากบอกในสิ่งที่ฉันเห็น เกรงว่าเธอทั้งสองจะอาย ด้วยว่าเป็นเด็กสาวทั้งคู่

“เกี่ยวแน่นอนเลยค่ะ คือคุณลุงชอบเอามือไปลูบคลำจับนมแม่นางกวักด้วยความมันมือเกือบทุกครั้งที่ไปบ้านของหนูแม่ของหนูห้ามเขาก็ไม่เชื่อ”

ญาติของเธอตอบด้วยความตื่นเต้น และมีอารมณ์โกรธเล็กน้อย

“นั่นซี ไม่น่าทำอย่างนั้นเลยนะ นั่นแหละเป็นสาเหตุที่ทำให้ป่วย ครั้งแรกที่ตกบัน ไดเป็นเพียงการเตือนสั่งสอน แต่ยังไม่รู้สำนึก ยังไปจับบีบลูบคลำอีก คราวนี้แม่นางกวักก็เลยเอาจริง ฉันเห็นมีช่อรวงข้าวเสียบอยู่ที่กระดูกสันหลัง ..."

“...ใช่ ใช่ ... แม่นางกวักของหนูมีรวงข้าววางอยู่บนหน้าตักด้วยค่ะ” เธอตื่นเต้นมาก

“คุณป้าช่วยพ่อของหนูด้วยนะคะ พ่อหนูนอนป่วยอย่างนี้ หนูกับแม่กับน้องๆ อดตายแน่ ตอนนี้หนูก็ไม่ได้ไปเรียนตั้งนานแล้ว” เด็กสาวพูดไปร้องไห้ไป

ฉันพยายามติดต่อกับวิญญาณแม่นางกวัก แต่ไม่สำเร็จ แม่นางกวักนิ่งเฉยไม่มีการโต้ตอบหรือให้สัญญาณใดๆเลย ชะตากรรมของคนป่วยคงถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ฉันจะพูดกับเธอว่าอย่างไรดี มันเป็นภาวะที่ฉันรู้สึกกดดันอึดอัดและ สงสารครอบครัวของเธอมาก เหตุมันเกิดจากความคึกคะนอง ประมาท ขาดสติ อย่างไร้จิตสำนึกของคนป่วย ความจริง ถึงแม้จะไม่เชื่อก็ไม่น่าแสดงการลบหลู่ด้วยวิธีอันลามก ทำให้ ลูกเมียเดือดร้อนกันไปหมด ลูกๆ ต้องเสียอนาคตเพราะขาด การศึกษา นี่ขนาดบอกว่าถึงกับต้องอดตาย ฉันจะช่วยเธอ และครอบครัวของเธอได้อย่างไรดี คิดอยู่ตั้งนานจงตัดสินใจ พูดกับเธอว่า

“หนู หนูต้องทำใจแล้วนะ...”
เด็กสาวถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย
“คุณป้าไม่ช่วยเราหรือคะ หนูกราบเท้าล่ะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันยินดีช่วยเหลือทุกคนที่มีทุกข์อยู่แล้ว แต่นี่มันถึงทางตัน...” ฉันก็เศร้าใจไม่น้อยเหมือนกัน
“แม่ของหนูไปหยิบยืมเงินจากญาติและเพื่อนๆมารักษาพ่อ เอามาซื้อข้าวกิน จนเป็นหนี้ไปทั่ว ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะไป ขอยืมจากใครได้อีก พวกหนูลำบากมาก นะคะๆ ช่วยหนูด้วย พ่อหนูก็ต้องนอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทั้งคืนทั้งวัน พวกหนูเครียดมากคิดว่ากำลังจะเป็นบ้ากันหมดทุกคน”

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร ฉันต้องพลอยนํ้าตาตกไปกับ เธอด้วย

ฉันพยายามติดต่อกับวิญญาณแม่นางกวักอีกครั้ง ขอให้โปรดยกโทษให้กับคนป่วย เพราะทราบว่าคนป่วยร้องว่ากลัวแล้วๆ แสดงว่ารู้สำนึกผิดแล้ว ฉันอธิษฐานขอให้แม่นางกวัก ได้สร้างบุญกุศล โดยเมตตากับคนในครอบครัวของคนป่วย อย่าอาฆาตพยาบาทอีกเลย ซึ่งเขาไม่ได้รู้เห็นในการกระทำของ คนป่วยเลย ฉันต้องใช้ความพยายามอยู่นานทีเดียวพร้อมกับ อุทิศบุญกุศลที่ฉันมีอยู่ถวายให้กับดวงวิญญาณแม่นางกวัก ตลอดเวลาที่เจรจากัน

ในที่สุดแม่นางกวักได้เมตตา ยินยอมปลดปล่อยให้ คนป่วยพ้นทุกข์ทรมาน บอกว่า

“จากนี้ไปอีกสามวัน คนป่วย จะหลับไปอย่างสงบ”

ฉันไม่สามารถปิดบังเรื่องของความตาย ที่กำลังคืบคลานมาถึงคนป่วยได้ จึงบอกไปเพี่อที่เธอและ ครอบครัวจะได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน เมื่อบอกไปแล้วฉัน รู้สึกว่าฉันมีความโหดร้ายกับเธอมาก แต่อย่างไรก็ตามอย่าง น้อยคนป่วยไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป หนี้สินที่จะต้องไปหามาเพิ่มเพี่อรักษาคนป่วยจะได้สิ้นสุดลงเสียที

หลังจากนั้นหลายวัน เธอมาหาฉันพร้อมกับแม่และน้องๆ ของเธอ ทุกคนแต่งตัวไว้ทุกข์ แม่ของเธอเล่าว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ฉันบอก หลังจากที่ลูกสาวกลับไป คนป่วยนอนหลับได้ อย่างสงบ ไม่ทุรนทุรายอย่างที่ผ่านมา และสิ้นใจเมื่อค่ำวันที่สาม ตามที่วิญญาณแม่นางกวักได้กำหนดไว้ ฉันได้แต่ให้กำลังไจ และขอให้เธอเลี้ยงลูกและอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีมีสัมมาคารวะอย่าได้ทำตัวคึกคะนองขาดสติ หรือไปลบหลู่ในสิ่งที่ มองไม่เห็น ดังบทเรียนอันเจ็บปวดที่ผ่านมา

เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับท่านผู้ทำเหตุไว้ไม่ดีด้วยความประมาท ย่อมได้รับผลแห่งเหตุนั้น ตามที่ท่านผู้รู้ กล่าวไว้คือ การทำเหตุ ๔ ประการ
พินิจพิจารณากันให้ละเอียด เพื่อประโยชน์แก่ทุกๆ ท่าน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ (พระ สุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกายจตุกกนิบาต) ฐานสูตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเหตุ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็น ไฉน? คือ
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็น ไปเพี่อความฉิบหาย ๑
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็น ไปเพื่อประโยชน์ ๑
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็น ไปเพื่อความฉิบหาย ๑
เหตุ เพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็น ไปเพื่อประโยชน์ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเหตุ ๔ ประการนั้น
เหตุเพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายนี้ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำโดยส่วนทั้งสองทีเดียว คือ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำแม้โดยเหตุ เพื่อทำสิ่งที่ไม่พอใจ ย่อมสำคัญว่าไม่ควรทำแม้โดยเหตุที่เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุนี้ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ไม่ควรทำ โดยส่วนทั้งสองทีเดียว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเหตุเพื่อทำสิ่งไม่พอใจและเหตุนั้น เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ พึงทราบคนพาลและบัณฑิตได้ ในเพราะกำลังของบุรุษ ในเพราะความเพียรของบุรุษ ในเพราะความบากบั่นของบุรุษ คนพาลย่อมไม่สำเหนียก ดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำในสิ่งที่ไม่พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้นเหตุนี้ เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ดังนี้ เขาย่อมไม่กระทำเหตุ นั้น เหตุนั้นอันเขาไม่กระทำอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย
ส่วนบัณฑิตย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า เหตุนี เพื่อทำสิ่งที่ ไม่พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้น เหตุนี้ เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ ดังนี้ เขาย่อมกระทำเหตุนั้น เหตุนั้นอันเขากระทำ อยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในเหตุที่ทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้นเมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย พึงทราบคนพาลและ บัณฑิต ในเพราะกำลังของบุรุษ ในเพราะความเพียรของบุรุษ ในเพราะความบากบั่นของบุรุษ คนพาลย่อมไม่สำเหนียก ดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำสิ่งที่พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้นเหตุนี้ เมื่อทำเข้า ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย ดังนี้ เขาย่อมกระทำเหตุนั้น เหตุนั้นอันเขากระทำอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหาย
ส่วนบัณฑิตย่อมสำเหนียก ดังนี้ว่า เหตุนี้ เพื่อทำสิ่งที่ พอใจก็จริง ถึงอย่างนั้น เหตุนี้ เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อความ ฉิบหาย ดังนี้ เขาย่อมไม่กระทำเหตุนั้น เหตุนั้นอันเขาไม่กระทำ อยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุเพื่อทำสิ่งที่พอใจ และเหตุนั้น เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ บัณฑิตย่อมสำคัญว่า ควร ทำโดยส่วนทั้ง ๒ ทีเดียว คือ ย่อมสำคัญว่า ควรทำโดยเหตุเพื่อ ทำสิ่งที่พอใจ และโดยเหตุที่เมื่อทำเข้าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เหตุนี้ บัณฑิตย่อมสำคัญว่าควรทำโดยส่วนทั้ง ๒ ทีเดียว ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๔ ประการนี้แล


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-21 13:16 |แสดงโพสต์ทั้งหมด


อโรคยาศาล

593869-topic-ix-10.jpg




ถ้ามองย้อนไปในวัยเด็ก ดูจากลักษณะร่างกายของฉันแล้ว เป็นเด็กขี้โรคผอมแห้งแรงน้อย ก็ไม่เคยนึกเลยว่ายิ่งอายุมาก นํ้าหนักตัวก็เพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าเริ่มจะแซงหน้าอายุเสียแล้ว และที่สำคัญ โรคภัยไข้เจ็บเริ่มรุมเร้า กินยารักษาโรคนี้ยังไม่ทันหาย แต่ยาตัวที่กินเข้าไปกลับเป็นเหตุให้เกิดโรคใหม่ ขึ้นมาอีกโรค ชีวิตในยามบั้นปลายอย่างนี้ฉันต้อง วนเวียนอยู่กับยาและหมอเป็นประจำ

หลายปีก่อนที่ผ่านมา ฉันมักจะเกิดอาการเมื่อยและ ปวดหลังเสมอ แม้ว่าจะไม่รุนแรงและไม่บ่อยครั้ง ส่วนสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการนั่งที่ไม่ถูกต้องตามสุขลักษณะ บวกกับนํ้าหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นเกินพิกัดและที่สำคัญคือ อายุเริ่มมากขึ้นนั้นเอง ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่ตะกละกิน สารพัดอย่างตามที่ปากและใจปรารถนา หนำซ้ำยังขี้เกียจ ออกกำลังกาย เหตุผลที่หยิบยกมาอ้างเป็นประจำคือ ไม่มีเวลา

อาการปวดหลัง กลายเป็นโรคประจำตัวฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังสร้างปัญหาให้กับฉันเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งฉันได้รับคำเชิญจากคนที่ฉันรักและเคารพนับถือซึ่งท่านผู้นี้ถือเป็น ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการสังคม เป็นทั้งหญิงเก่งและหญิงแกร่ง มีความเมตตาโอบอ้อมอารี และเป็นผู้ที่มีความรู้เป็นพหูสูต ทำให้ฉันรู้สึกปลื้มในตัวท่านเป็นอย่างมาก เมื่อท่านชวนฉันให้ร่วมเดินทางไปจังหวัดสุโขทัย เพี่อไปร่วมงานบวงสรวงใน คืนเพ็ญวันลอยกระทง

เมื่อฉันได้รับเชิญจึงรู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างมาก แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ ก่อนถึงกำหนดเดินทางเพียง ๒ วัน ฉันเกิดอาการปวดหลังขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า มาก่อนเลย ปวดจนแทบจะทรงตัวไม่ไหว ทั้งยากินยาฉีด ก็เพียงแค่บรรเทาอาการไปได้แค่นั้นเอง ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจ โทรศัพท์ไปยกเลิกการเดินทางในครั้งนี้ เพราะไม่อยากที่จะต้องตกเป็นภาระของใคร แต่ท่านผู้นี้ก็อยากให้ฉันได้เดินทางไปด้วย เพราะการเดินทางครั้งนี้จะมีผู้รอบรู้เรื่องประวัติศาสตร์ร่วมเดินทางไปบรรยายในทุกๆ สถานที่ๆ สำคัญๆ ฉันจึงตกลงรับปาก

เมื่อถึงวันเดินทางปรากฏว่าอาการปวดหลังยังดื้อด้านเกาะแนบติดหลังฉันอยู่เหมือนเดิม แต่เมื่อตกลงรับปากว่าจะไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในหน้าที่ใดๆ ก็ตามแต่เห็นว่าควรรักษาสัจจะคำพูดที่ได้รับปากไว้ จึงเดินทางไป ทั้งๆที่สภาพร่างกายทุลักทุเล มีทั้งไม้เท้าพยุงตัวและแผ่นสเตย์รัดเอวกับยาแก้ปวดอีกหนึ่งถุงใหญ่

การเดินทางครั้งนี้ไปรถโดยสารคันใหญ่ ทุกคนที่ร่วม เดินทางไปด้วยล้วนแต่คอยช่วยเหลืออนุเคราะห์ฉันเป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็นคนป่วย ฉันต้องนั่งอยู่ในรถด้วยสภาพสะลึมสะลือไปตลอดทางเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวด รถจอดแวะที่ไหน ฉันก็ไม่ สามารถลากสังขารลงไปได้ ได้แต่นั่งเฝ้าอยู่บนรถ เมื่อรถได้มาแวะถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งคนที่นั่งไปด้วยบอกว่า "เป็นสถานที่สำคัญ น่าจะลงไปด้วยเพราะจะมีการบรรยายถึงประวัติของสถานที่แห่งนี้ด้วย"

ฉันได้บอกไปว่า "จะลงเมื่อถึงที่หมาย เท่านั้น เพราะลุกลำบากเหลือเกิน” จากนั้นก็นั่งสะลืมสะลือต่อไป

ระหว่างที่ฉันนั่งสะลึมสะลือเคลิ้มหลับไปนานแค่ไหน ไม่อาจรู้ได้ แต่มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อมีมือสองข้างอวบอูมขาว ใสสะอาดที่โอบมาทางด้านหลังมาอยู่ตรงหน้าของฉันพอดี แขนเสื้อสีขาวขอบกว้างยาวจรดข้อมือ มือข้างซ้ายถือถ้วยกระเบื้องสีขาว เล็กๆ ที่มือข้างขวาถือช้อนเงินเล็กๆ ด้ามยาว ฉันมีความรู้สึกว่าต้องอ้าปาก ฉันจึงอ้าปากขึ้น

ทันใดนั้นมือข้างขวาที่ถือช้อนนั้นได้ตักเอาอะไรบางอย่าง ออกจากถ้วยกระเบื้องทางซ้ายมือเป็นชิ้นเล็กๆรูปวงรีนูนสีชมพูอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกินสามกระเบียดนิ้ว ป้อนเข้าปากของฉันโดยการขวางช้อน ต่อด้วยยาสีเหลืองอ่อนเป็นรูปกลมๆ ขนาดใกล้เคียงกันแล้วตามด้วยยาชิ้นสุดท้ายเป็นสีเขียวอ่อน ยาวประมาณสองนิ้วความกว้างประมาณหนึ่งกระเบียดนิ้ว ป้อนตามขวางเช่นเดียวกัน ชิ้นที่สามนี้ทำให้เลอะที่มุมปากและที่แก้มของฉัน

สิ่งที่ฉันได้กลืนกินเข้าไปนั้นมันนุ่มๆ หยุ่นๆ คล้ายๆ กับ เยลลี่รสหวานอ่อนๆ มีความเย็นฉํ่าและหอมชื่นใจ
ระหว่างที่ฉันนั่งนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ทุกคนที่ลงไปเที่ยวยังสถานที่ประวัติศาสตร์ได้กลับมาที่รถ คนที่นั่งใกล้ๆ
ฉันบอกว่า “เสียดายที่ไม่ได้ลงไปฟังการบรรยาย เพราะน่าสนใจมาก ตามประวัติที่นี่เคยเป็นสถานที่ทำการ อโรคยาศาล หรือที่สำหรับรักษาพยาบาลคนป่วยมาก่อน”

ระหว่างที่เธอพูดได้เหลือบมาเห็นรอยเปื้อนที่แก้มและที่มุม ปากของฉัน เธอยังล้อฉันว่านั่งอยู่บนรถแอบกินขนมคนเดียว ถึงไม่ยอมลงไป ตอนนั้นฉันยังยกมือลูบที่แก้มรู้สึกว่ามีความเหนียวหนืดนิดหน่อยและเปียกชื้น ทำให้ฉันรู้ได้เลยว่าความ รู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่เป็นเรื่องจริง เพราะมีหลักฐานปรากฏ ร่องรอยอยู่

ฉันกราบขอบพระคุณท่านเจ้าของมือที่ได้เมตตามาป้อนขนมให้ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครและท่านทำด้วยเหตุผลอะไร
จากนั้นรถได้แวะไปสถานที่แห่งหนึ่ง ในตัวเมืองจังหวัดพิษณุโลก รถได้จอดอีกครั้ง คนที่นั่งข้างๆ ฉันได้ชักชวนลงไปกินก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ฉันรีบตกลงทันทีเพราะได้ยินชื่อเสียงความอร่อยมานานแล้ว ฉันลุกจากที่นั่งเดินออกไปทางหน้ารถ จากนั้นก็กระโดดลงจากรถเพราะรถค่อนข้างสูง เดินมาได้สักพักก็รู้ว่าลืมแผ่นสเตย์รัดเอวและไม้เท้าไว้ที่บนรถ
ฉันจึงขอตัวกลับไปเอาของที่รถ เพื่อนที่ชักชวนฉัน หันกลับมามองว่า

“ต้องใช้อีกหรือ เพราะเห็นว่ากระโดดลงรถ และยังเดินได้อย่างคล่องแคล่ว”

เมื่อเธอถามอย่างนี้ ทำให้ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่า อาการปวดหลังที่แทบจะขยับตัวไม่ได้มันหายไปไหน หายปวดตั้งแต่ เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่ออาการปวดหายไปอย่างปลิดทิ้ง ทำให้ฉันเริ่มนึกทบทวน ว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกที่คิดได้คือน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ ได้รับป้อนสิ่งที่นุ่มๆ คล้ายเยลลี่ตอนที่รถจอดที่อโรคยาศาล อาจเป็นไปได้ว่า เทพเทวดาที่นั่นเกิดความเมตตาสงสาร จึงได้นำยามาป้อนให้เพี่อรักษาอาการปวดหลัง เรื่องที่เกิดขึ้น กับฉันครั้งนี้ไม่สามารถที่จะอธิบายให้ใครเข้าใจได้ แม้กระทั่ง ตัวเองยังไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถานที่แห่งนั้น จะพูดอธิบายให้ใครฟัง ก็กลัวว่าจะไม่มีใครเชื่อ เพราะ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจเลย

สิ่งที่ทำได้คือต้องนิ่งไว้อย่างเดียว เท่านั้น และด้วยเหตุนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกใครหลายๆ คน เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าฉันแกล้งทำมารยาอ้างว่าปวดหลังเพี่อที่จะให้ใครหลายๆ คนมาสนใจ ซึ่งจริงๆ แล้วฉันไม่จำเป็นที่จะ ต้องทำแบบนั้นเลย

เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันไม่สามารถจะเปิดเผยให้คนอื่นรู้ได้ เพราะมันเกินกว่าวิสัยที่ใครๆ เขาจะเชื่อได้ จึงได้แต่เก็บเงียบเอาไว้และเก็บความสงสัยไว้เพียงคนเดียว

หลังจากเดินทางมาหลายที่ คืนนั้นเราพักที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่เองที่ทำให้ฉันได้รับรู้ถึงพฤติกรรมของบรรดานักบุญ ทั้งหลายที่ร่วมเดินทางไปด้วยในครั้งนี้ ทันทีที่ถึงวัดแต่ละคน ต่างแสดงความเห็นแก่ตัวกันอย่างนอกหน้า ทั้งแย่งที่เครื่องนอน ทำเลที่นอนที่อยากจะได้ที่นอนที่สะดวกสบาย เสื่อที่ปูนอนของฉันถูกบรรดานักบุญที่ไปด้วยกันเหยียบยํ่า รื้อกระจุยกระจาย เพราะใครหลายคนอยากจะใช้ทำเลที่นอนของฉัน ไม่เว้นแม้แต่ โทรศัพท์มือถือที่เสียบชาร์ตไฟ ได้ถูกหญิงคนหนึ่งที่เรียกได้ว่า ทั้งการศึกษาและชื่อเสียงในสังคม ใครๆ ก็รู้จักและนับหน้า ถือตารวมถึงตัวฉันด้วย ได้แสดงธาตุแท้ออกมาด้วยการดึงกระชากเพี่อที่จะเสียบชาร์ตไฟโทรศัพท์ของตัวเอง

พฤติกรรมเธอช่างแตกต่างกับตอนที่เธอออกสังคมโดยแท้ เมื่อเจออย่างนี้เข้าไปฉันต้องถอยออกมาหาที่นอนใหม่ด้วยความหดหู่ใจ ฉันต้องล้มละลายในความศรัทธาในตัว เธอ เหมือนคนอกหัก และมันทำให้คิดได้ว่าเราไม่ควรที่จะคาดหวังอะไรจากฉากการแสดงออกในสังคมของแต่ละคน เพราะนั่นคือการแสดงที่งดงาม แต่สิ่งที่ห่อหุ้มชุกช่อนอยู่ข้างในมันจะสวยงาม หรือโสมมแค่ไหนไม่สามารถรู้ได้

วันรุ่งขึ้น พวกเราเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทุกคนสนุก และอิ่มบุญกันทั่วหน้า ฉันรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก กับการที่ได้ไปสัมผัสกับสิ่งที่ลี้ลับ สิ่งที่มาช่วยทำให้อาการปวดหลังของฉันหายได้อย่างปลิดทิ้ง และที่สำคัญทำให้ฉันได้มีโอกาศได้เห็นได้สัมผัสและได้ศึกษาสันดานที่แท้จริงของมนุษย์ลึกลง ไปจากที่ฉาบไว้ให้เห็นอย่างสวยงามภายนอก
นี้แหละสัจธรรมของปุถุชน คนมีกิเลส

ท่านผู้รู้กล่าวว่า เรามีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราจักทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรอเป็นบาป เราจักเป็นทายาท คือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป เราทั้งหลายควรพิจารณาอย่างนี้

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
อรรถกถาชุททกนกาย คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕ (หน้าต่างที่ ๖/๘.) ๖. เรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศล (๑๖๒)

พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร ชื่อว่าความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง, ทรัพย์แม้เช่นกับความเป็นผู้สันโดษด้วยวัตถุตามที่ตนได้แล้ว ไม่มี, ชื่อว่าญาติเช่นกับด้วยผู้คุ้นเคยกัน ไม่มี, ชื่อว่าความสุขอย่างยิ่ง เช่นกับด้วยพระนิพพาน ไม่มี”
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

อาโรคฺยปรมา ลาภา
สนฺตุฏฐิปรมํ ธนํ
วิสฺสาสปรมา ญาติ
นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ.
ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรค เป็นอย่างยิ่ง,
ทรัพย์มีความสันโดษ เป็นอย่างยิ่ง,
ญาติมีความคุ้นเคย เป็นอย่างยิ่ง,
พระนิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง.

แก้อรรถ : บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาโรคยฺปรมา ความว่า มีความเป็นผู้ไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง, จริงอยู่ลาภทั้งหลาย แม้มีอยู่แก่คนมีโรค ไม่จัดเป็นลาภแท้ เพราะฉะนั้น ลาภทั้งปวงจึงมาถึงแก่คนไม่มีโรคเท่านั้น เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "อาโรคฺยปรมา ลาภา."

บาทพระคาถาว่า สนฺตุฏฐิปรมํ ธนํ ความว่า ภาวะ คือ อันยินดีด้วยวัตถุที่ตนได้แล้ว ซึ่งเป็นของมีอยู่แห่งตนของคฤหัสถ์หรือบรรพชิตนั่นแล ชื่อว่าสันโดษ, สันโดษนั้นเป็นทรัพย์อันยิ่งกว่าทรัพย์ที่เหลือ.

บาทพระคาถาว่า วิสฺสาสปรมา ญาตี* ความว่า มารดา ก็ตาม บิดาก็ตาม จงยกไว้, ไม่มีความคุ้นเคยกับคนใด คนนั้น ไม่ใช่ญาติแท้, แต่มีความคุ้นเคยกับคนใดคนนั่นแม้ไม่เนื่องกัน ก็ชื่อว่าเป็นญาติอย่างยิ่ง คืออย่างสูง เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “วิสฺสาสปรมาญาตี”

อนึ่งชื่อว่าความสุข เหมือนพระนิพพาน ไม่มี, เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "นิพพาน ปรมํ สุขํ "
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย
มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-23 22:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ปริศนาควันธูป

rr.png




ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน ฉันต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเป็นลูกจ้างเขา แต่ละวันต้องยุ่งกับงานจนหัวฟูเพื่อแลกกับเงินที่ต้องนำมาเลี้ยงชีพ ฉันค่อนข้างที่จะเปลี่ยนงานบ่อย แต่ละงานมักจะ ฉีกแนวออกไปจากงานเก่าโดยสิ้นเชิง แต่ฉันก็สู้ ไม่หวั่นไม่ท้อถอยเพราะถือว่าเป็นการดีที่มีโอกาสได้ เรียนรู้และมีประสบการณ์เพิ่มขึ้น

ฉันเป็นคนบ้างานและจะสนุกกับงานเกือบทุกชนิด มีความตั้งใจทำงานและต้องการความก้าวหน้า ที่สำคัญต้องการได้เงินที่เพิ่มมากขึ้น ตามประสาคนงก งานที่ฉันได้รับมอบหมาย ฉันจะรับผิดชอบในหน้าที่นั้นๆ ด้วยความมีจิตสำนึก ทำงานมาก จนถึงขั้นเกิดความเครียด และบ่อยครั้งมักจะถูกสายตาคนรอบๆ ข้างมองไปในทางลบ เกิดคำครหานินทาว่าฉัน “ประจบนาย”

ครั้งหนึ่งฉันเคยเสียใจทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว รู้สึกทุกข์ใจมาก ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปปรึกษากับใครที่ไหน หาทางออกไม่ได้ จึงขับรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าไปจอดที่หน้าอาคารหลังหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นห้องสมุดในบริเวณสวนลุมพินี เป็นที่ๆ ค่อนข้างห่างจากผู้คน ตอนนั้นเป็นเวลาบ่าย ฉันดับเครื่องยนต์และปิดกระจกรถเพราะไม่ต้องการให้ใครเห็น แล้วระบายความทุกข์ด้วยการร้องไห้อย่างเต็มที่สะใจกับความ ทุกข์ที่มันอัดแน่นทับถมอยูในอก

ฉันหลับหูหลับตาร้องไห้อยู่พักหนึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่ในขณะนั้นรู้สึกได้กลิ่นหอมจากธูปจางๆ ลอยมา สัมผัสที่ปลายจมูก ฉันจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ปรากฏว่ารถของฉันเต็มไปด้วยควันธูป ควันธูปลอยมาเพิ่มขึ้นเรื่อย ฉันพยายามมองหาที่มาของควันธูป ก้มลงไปดูที่ข้างใต้พวงมาลัย ด้านหลัง ใต้เบาะ และที่อื่นๆ ก็ยังไม่พบที่มาของควันธูป
ควันธูปนั้นยังคงลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาที่ใบหน้า ฉันตกใจกลัว และลืมเรื่องที่กำลังทุกข์ร้อนไปอย่างสิ้นเชิง

ระหว่างนั้นฉันเริ่ม สังเกตุเห็นควันธูปลอยออกมาจากคอเสื้อด้านหน้า ฉันจงปลด กระดุมเสื้อดู คุณพระช่วย! ควันธูปนั้นมันลอยออกมาจาก ตรงกลางร่องอกของฉันเอง และยังคงพวยพุ่งออกมาอย่างช้าๆ อยู่เรื่อยๆ

ฉันพยายามหาช่องหรือรูที่ร่องอกและเอามือลูบถูที่บริเวณนั้น แต่ไม่พบอะไรที่ผิดปกตเลย มันยังคงเป็นผิวหนังธรรมดา แล้วมีควันธูปออกมาได้อย่างไร ฉันหยิกตัวเองเพราะไม่คิดว่า มันจะเป็นความจริง แต่มันก็เป็นความจริงอยู่ดี ขณะนั้น ควันธูปแน่นเต็มรถไปหมดเพราะไม่มีทางระบายออก

ด้วยความตกใจกลัว ฉันรีบเปิดประดูแล้ววิ่งออกจากรถ ควันในรถพุ่งตามออกมาอย่างเต็มที่ทางประคูทันที ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้นเองมีคนอินเดียพาลูกหลานมาเดินเล่นออก กำลังกายอยู่หลายคน เมื่อเห็นควัน จึงพากันอุ้มลูกจูงหลาน วิ่งหนีล้มลุกคลุกคลาน และยังตะโกนบอกให้ฉันวิ่งหนีด้วย แต่ฉันยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตูรถยนต์นั้นเอง เพราะรู้ที่มาของ ควันธูป ไม่น่าจะนำมาซึ่งอันตราย

สักพักเมื่อควันจางหายไปหมดแล้ว หลายๆ คนได้เข้ามาดูเหตุการณ์ พร้อมกับบอกว่า
“ทำไมถึงจุดธูปในรถ สร้างความตกใจให้กับคนอื่นเป็นอย่างมาก’’
ขณะนั้นควันธูปที่อกของฉันเริ่มจางหายไป เหลือแต่กลิ่นหอมจางๆ ที่ยังกรุ่นอยู่ทั้งในรถและรอบๆ ตัวเท่านั้น

เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันครั้งนี้ ฉันปิดปากเงียบอีกเช่นเคย ไม่เคยเล่าให้ใครรู้เลย เพราะไม่คิดว่าจะมีใครเชื่อ และ ถูกกล่าวหาในทางลบอีกเช่นเคย จวบจนกระทั่งมาถึงวันนี้ฉันยอมเปิดเผยหลายเรื่อง หลายประสบการณ์ เพราะฉันคิดว่า คงจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน จึงเขียนไว้เผื่อว่าจะมีใครที่ ประสบการณ์เหมือนกันและอาจจะมีใครบอกได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมันคืออะไร

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกหลายปี ฉันได้ลงทุนเปิดภัตตาคารเล็กๆ บนถนนรามคำแหง วันหนึ่งหลังจากที่ฉันปิดร้านแล้ว ฉันได้ชวนหลานชาย (ปุ๊ก) และโอ๋ (คุณพงศ์เพ็ญ รัตนวิจารณ์) ไปที่บ้านคุณป้าอรสา ซึ่งอยู่ห่างไม่ไกลจากร้านเท่าไหร่นัก จุดประสงค์คือ ต้องการไปขอนํ้ามนต์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะทราบมาว่าสามารถรักษาโรคได้ ซึ่งฉันรู้สึกเลื่อมใสเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว

จากชื่อเสียงและความศักดิ์สิทธิ์ ของนํ้ามนต์ทำให้ที่หน้าบ้านของคุณป้าอรสามีผู้คนมาเข้าคิวกันอย่างเนืองแน่น นับเฉพาะรองเท้าที่วางเรียงหน้าประตูบ้านเพี่อจองคิวนับได้ประมาณเกือบร้อยคู่ เท่าที่ได้เข้าไปทักทายพบว่า ส่วนใหญ่ เดินทางมาจากต่างจังหวัดแม้ว่าเวลาตอนนั้นใกล้เที่ยงคืนแล้วก็ตาม

ระหว่างที่ฉันขับรถเข้าไปในซอยลึกเพี่อที่จะมองหาที่กลับรถ ทันใดนั้นฉันก็เริ่มได้กลิ่นธูปอีก และเกิดควันธูปขึ้น ในรถ โดยที่ไม่ทราบว่ามาจากไหนเช่นเคย

ควันธูปได้เพิ่มจำนวนขึ้น จนฉันไม่สามารถถอยรถได้ เพราะมองกระจกหลังไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่ควันเต็มไปหมด ฉันจึงให้หลานชายช่วยลงไปดูทางกลับรถให้ เมื่อกลับรถได้แล้ว พวกเราสามคนก็พยายามเดินตามหาที่มาของกลิ่นและควันธูป แต่ก็ไม่พบอะไรเลย สุดท้ายฉันได้กำหนดจิตกราบและถวายกุศลแด่พระมหาโพธิสัตว์พระแม่กวนอิมที่หน้าบ้านของคุณป้าอรสา ณ ที่นั้น

จากวันนั้นถึงวันนี้ ดิฉันยังไม่สามารถหาคำตอบเกี่ยวกับ เรื่องของควันธูปได้เลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร มันยังคงเป็นปริศนาอยู่ในใจของฉันตลอดเวลา ใครรู้ช่วยบอกที

ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า :
สิ่งทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตั้งดำรงอยู่และดับลงไปตามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะยึดถือได้ว่าเที่ยงแท้ ยั่งยืนตลอดไป เพราะทุกอย่างย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามธรรม (กรรม) ดังมีพุทธพจน์ที่ว่า

"ธรรมใดเกิดแก่เหตุ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรม
และความดับไปแห่งธรรมนั้น"

ยงฺกิณฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-26 00:16 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เจ้าที่เจ้าทางที่ขอนแก่น

3405_1.jpg



จำไม่ได้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จำได้แต่ เพียงว่าเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีพรรคการเมืองชื่อว่า "พรรคความหวังใหม่" เพื่อน1ฉันคนหนึ่งชื่อคุณเกศ ได้ชักชวนให้ฉันไปเที่ยวจังหวัคขอนแก่น เพราะ เพื่อนของเธอชื่อคุณน้อย (สมมติ) ลงสมัครแข่งขันเป็นสมาชิกสภาจังหวัดขอนแก่น แต่เขตไหนฉันก็จำไม่ได้อีกนั่นแหละ

เมื่อเดินทางถึงขอนแก่น พวกเราพากันไปพ้กที่บ้านของคุณน้อย ซึ่งใช้เป็นที่ทำการพรรคความหวังใหม่ในตัวจังหวัด ขอนแก่น การเดินทางมาเที่ยวครั้งนี้ฉันรู้สึกสนุกตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะการทำงานหาเสียงลงตามพื้นที่ของคุณน้อย  ต้องยอมรับว่าคุณน้อยเป็นผู้หญิงที่เก่งมากคนหนึ่ง ทำงานได้ทุกอย่างชนิดที่ผู้ชายยังต้องยอมแพ้ วาทศิลป์ของเธอมีความสามารถที่สะกดให้คนฟังนิ่งฟังและเห็นคล้อยตามทุกอย่าง เธอและคณะทำงานเดินทางโยกย้ายไปตามหมู่บ้านต่างๆอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ทุกอย่างต้องช่วงชิงแข่งขันกับเวลา ช่วงชิงพื้นที่สำหร้บการชุมนุมประกาศนโยบาย และช่วงชิงความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน

ฉันได้มีโอกาสติดตามคณะของคุณน้อยออกไปหาเสียงในชนบทไกลๆ ทำให้รู้ว่าการจะได้สักหนึ่งคะแนนจากประชน มันแสนจะเหนื่อยยาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าสมาชิกสภาจังหวัดที่ขาดอุดมการณ์ ขาดจริยธรรมตลอดจนขาดจิตสำนึก และขาดคุณธรรม มักจะเอาสิ่งที่ลงทุนไปคืนจากประชาชนเมื่อมีโอกาส

สำหรับสถานที่ชุมนุมเพื่อใช้ในการพบปะประชาชน หาคะแนนเสียงส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่บริเวณวัดเพราะสถานที่ กว้างขวาง เหมาะกับการชุมนุมผู้คนภายในหมู่บ้านนั้นๆ ทันทีที่ประชาชนของแต่ละหมู่บ้านพากันมาอย่างพร้อมเพรียง ผู้สมัครของพรรคจะต้องออกโรงชี้แจงถึงสาเหตุความทุกข์ยากของ พี่น้องประชาชน จากนั้นประกาศนโยบายของพรรคและความจริงใจของผู้สมัครในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหา สำหรับคุณน้อยต้องยอมรับในความสามารถเพราะเธอสามารถพูดได้ อย่างคล่องแคล่วทั้งภาษาพื้นบ้านและภาษากลาง โดยเฉพาะการตอบคำถามและแก้ไขปัญหาเหตุการณ์เฉพาะหน้า

วันนั้นเราต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้า เพราะต้องไปหาเสียง หลายพื้นที่ แต่ละที่ค่อนข้างจะห่างไกลกันมาก เราสามคน คือ คุณน้อย คุณเกศและฉันนั่งรถปีคอัพคันเดียวกัน โดยคุณเกศรับหน้าที่เป็นสารถี คุณน้อยนั่งข้างหน้าคู่กับคุณเกศ และฉัน นั่งเหยียดยาวอยู่ข้างหลังคนเดียว ส่วนลูกๆของคุณน้อยนั่งตามไปอีกคันหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ติดตามขับรถตาม กันมาอีกหลายคันด้วยกัน

ตลอดเวลาที่รถขับผ่านเส้นทาง ฉันรู้สึกว่าเส้นทางที่ รถวิ่งผ่านมีแต่ความแห้งแล้ง ไม่มีแม้แต่ต้นไม้สักต้นเดียว นานๆ จะเห็นหญ้าขึ้นเป็นหย่อมเล็กๆ มองไปทั้งข้างหน้าข้างหลัง และรอบๆ ก็ไม่เห็นมีหมู่บ้านหรือมีผู้คน เห็นแต่สีนํ้าตาลแห้ง ไกลสุดลูกหูลูกตา ฉันรู้สึกได้ถึงความเวิ้งว้าง

มันเวิ้งว้างมองไม่เห็นผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมใดๆ แม้กระทั่งรถที่วิ่งตามหลังกันมาก็พลอยหายไปจากสายตาด้วย ช่วงนั้น เป็นช่วงโพล้เพล้แสงอาทิตย์ส่องมาเป็นสีแดงอมส้มใกล้ตกดินแล้ว ทำให้ฉันนึกวิตกว่าคณะติดตามคุณน้อยน่าจะ หลงทางกันเสียแล้ว ในที่สุดจึงตัดสินใจจอดรถเพื่อรอคณะ ติดตามที่ขับรถตามกันมาหรืออาจจะเป็นเราหลงทางเองก็เป็นได้

ระหว่างจอดรถเพื่อคอยรถคันอื่นๆ ต่างช่วยกันเหลียวหน้าเหลียวหลังอยู่ตลอดเวลา ฉันเสนอให้คุณน้อยลงจากรถไปไหว้อธิษฐานขอพรจากเจ้าที่เจ้าทาง  ขอให้ได้เจอะเจอกับขบวนเจ้าหน้าที่ที่ติดตามกันมาตั้งแต่แรก ซึ่งทุกคนต่างเห็นดีด้วย จากนั้นคุณน้อยได้หยิบธูปก่อนจะเปิดประตูรถออกไปข้างนอกพร้อมกับพูดว่า

"คุณเกศ ขอไม้ขีดไฟหน่อย"
"เดี๋ยวนะ กำลังหาอยู่"

จากนั้นคุณเกศได้หันมาถามหาไม้ขีดไฟกับฉัน ฉันรีบบอกไปทันทีว่า "ไม่มี"
ระหว่างนั้นสายตาของฉันก็ยังคงไม่ละสายตาจากกระจกด้านหลังซึ่งมันยังคงว่างเปล่าอ้างว้าง ฉับพลันฉันได้ยินเสียงคุณเกศพูดขึ้นด้วยเสียงที่ตื่นเต้นว่า

"ไม่ต้องหาแล้ว ลองขอยืมจากคุณคนนี้"

ฉันต้องแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่อยู่ๆ มีคนขี่จักรยานออกมาจากท้ายกระบะหลังรถทางด้านขวา ฉันรีบยื่นหน้าไปที่ประตูด้านขวา ขณะที่ชายคนดังกล่าวได้ขี่รถมาเทียบกับรถ คณะเราห่างกันประมาณ ๑ เมตรเท่านั้น จากนั้นชายคนดังกล่าวได้ลงมาสนทนากับคุณเกศ

ระหว่างนั้นฉันเริ่มสังเกตุมองหน้าชายคนด้งกล่าวได้อย่างชัดเจน เขาเป็นชายหนุ่มอายุคงไม่เกินยี่สิบห้าปี ตัดผมรอง ทรงรูปหน้าคมสันมีดวงตากลมโต เปลือยอก นุ่งกางเกงขาสั้น เป็นคนที่มีรูปร่างลํ่าสันสมส่วน ผิวสีทองแดงเนียนละเอียด ที่คอสวมสร้อยทองคำเส้นโตสุกปลั่งใหญ่ขนาดนิ้วมือ ห้อยพระองค์โตเลี่ยมทองคำ ไม่ได้สวมรองเท้า ที่ด้านหลังอานรถมีเด็กผมจุกตัวเล็กๆ อายุประมาณหนึ่งขวบผิวดำเนียนตาใสแจ๋ว เนื้อตัวมอมแมม นั่งยิ้มเห็นฟันขาวสะอาด

"คุณมีไม้ขีดให้ขอยืมใช้บ้างไหมคะ" คุณเกศถาม
"ครับ ผมมีไฟแช็ค" สำเนียงภาคกลางชัดเจน

ว่าแล้วเขาก็ล้วงหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกงวางลงไปที่มือของคุณเกศที่รอรับอยู่

"โอ้โห.. ไฟแช็คดูป็องท์ทองคำเสียด้วย" แล้วเธอก็ยี่นส่งให้ คุณน้อยที่เดินอ้อมรถมาสมทบ

"ขอยืมจุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางหน่อยนะคะ ประเดี๋ยวจะคืน ขอบคุณมากค่ะ แต่คงต้อง ไปอธิษฐานไกลๆ ประเดี๋ยว คุณได้ยิน...อายค่ะ " คุณน้อยพูดแล้วก็เดินออกไป

"ยังงัยผมก็รู้อยู่ดี" ชายหนุ่มพูดและยิ้มพร้อมกับมองตามคุณน้อยที่เดินห่างออกไป สักครู่หนึ่งคุณน้อยกลับมาที่รถพร้อมยื่นไฟแช็คคืนให้ชายหนุ่มแล้วพนมมือไหว้ก่อนจะพูดว่า

"ขอบคุณมากค่ะ ไฟแช็คชองคุณสวยมากค่ะ ถ้าไม่ได้ไฟแช็คของคุณ คงจะแย่ ไม่ได้ไหว้ขอพรจากเจ้าที่เจ้าทาง"

ชายหนุ่มยิ้มรับ จากนั้นก็หยิบไฟแช็คเก็บใส่กระเป๋า โดยที่ไม่ได้พูดอะไรเลย ก่อนที่จะจัดแจงกลับรถจักรยานด้วยมือข้างขวาข้างเดียวโดยการใช้มือจับแฮนด์รถยกลอยขึ้นทั้ง รถจักรยานรวมถึงเด็กที่นั่งช้อนทายด้านหลัง เขายกรถเหมือน กับรถนั้นเบายังกับปุยนุ่น หันหน้ารถไปทางท้ายรถปิคอัพของเรา

พวกเราทุกคนต่างพากันมองด้วยความทึ่งและแปลกใจว่า ทำไมชายคนดังกล่าวจึงขี่รถจักรยานย้อนกลับไปทางเก่าที่เขา เพิ่งขี่รถผ่านมา พวกเราได้แต่มองตามด้วยความงวยงง เพียงชั่วอึดใจเดียวรถจักรยานคันนั้นได้หายไปอย่างน่าอัศจรรย์

ระหว่างที่คณะของพวกเรายังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่ารถของลูกชายคุณน้อยได้ขับรถสวนทางกับรถจักรยานที่เพิ่งขี่ออกไป พวกเราพากันถามไถ่ลูกชายคุณน้อยว่า ได้พบกับจักรยานที่ขี่สวนไปเมื่อสักครู่หรือไม่ ปรากฎว่าได้รับคําตอบว่า

"ไม่เห็นรถอะไรเลย ทุกคนพากันเป็นห่วงช่วยกันตามหา เพราะกลัวว่าจะถูกปล้นหรือเป็นอันตราย"

หลังจากได้ร้บฟังคำตอบ พวกเราพากันมองหน้าพร้อมกับ พูดออกมาพร้อมๆ กันว่า "ผี" เพราะดูจากสภาพกลางทุ่งร้าง ที่กว้างใหญ่และเปลี่ยวอย่างนี้ไม่น่าจะมีชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวพรรณดีมาก ประดับด้วยสายสร้อยทองคำเสันโต มีไฟแช็ค ทองคำพกตัดตัวมาขี่จักรยานเล่นและยังหายตัวไปได้ในชั่วอดใจเดียวเท่านั้น

เมื่อแน่ใจว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว พวกเราทุกคนพากัน กระโดดขื้นรถแล้วขับรถออกจากสถานที่ดังกล่าวทันที เพราะ ทุกคนคิดกันในใจว่า คนที่เราเจอจะต้องเป็น "เจ้าที่เจ้าทาง" ของสถานที่ดังกล่าวอย่างแน่นอน

สพฺเพ ว นิกฺขิปิสุสนฺติ ภูตา โลเก สมุสฺสยํ
สัตว์ทั้งปวง จักทิ้งร่างไว้ในโลก

อฑฺฒา เจว ทฬิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
ทั้งคนมีทั้งคนจน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-27 22:26 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

พระพุทธรูปศิลาแลง

3w1g1270278758-1.jpg




ความจริงแล้วฉันเป็นคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของพระพุทธรูป ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง หรือพระพิมพ์หรือพระบูชา รู้อย่างเดียวคือ พระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์กับพระบูชาที่อยู่ในห้องพระของฉัน แต่ก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นพระพุทธรูป ปางอะไร สร้างสมัยไหน แต่ด้วยความเคารพนับถือ ทุกสถานที่ที่ฉันได้พบเจอพระพุทธรูปฉันจะต้องยกมือไหว้ทุกครั้ง จนกลายเป็นการสร้างความรำคาญให้กับบรรดาพรรคพวกที่เดินทางไปด้วยกัน

ย้อนอดีตไปเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖ ถึง ๒๕๑๗ ฉันถูกชักชวนไปร่วมลงทุนเปิดบริษัทค้าเงิน หรือที่เรียกกันโก้ๆ ว่า “เงินทุนหลักทรัพย์” ความจริงแล้วฉันไม่ได้มีเงินทองมากมายแต่อาจจะเป็นเพราะถึงคราวเคราะห์ที่จะต้องสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง เลยทำให้เห็นดีเห็นงามไปกับคำชักชวน และไว้วางใจ คนที่มาชวนเพราะเห็นว่าเป็นคนที่เคยรู้จักกัน ได้เคยช่วยเหลือ อนุเคราะห์ด้านการเงินการทองอยู่เสมอ

ด้วยความไว้ใจ เธอได้เข้ามาชักชวนให้ลงทุนเปิดบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เพราะเป็นการลงทุนที่ได้ผลประโยชน์มาก และที่สำคัญเธอระบุว่าต้องการที่จะทดแทนบุญคุณที่ฉันเคยมีให้เธอเสมอมา ครั้งนั้นฉันหลงเชื่อสนิทใจ รวบรวมเงินทองทั้งของตัวเองและของคนอื่นไปร่วมลงทุน ทั้งๆ ที่ตัวฉันเอง ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการค้าเงินเลย

ช่วงที่เปิดบริษัทค้าเงิน ฉันมีโอกาสเข้าไปที่บริษัทบ้างเป็นครั้งคราว วันหนึ่งได้มีพระธุดงค์รูปหนึ่งเข้ามาที่บริษัทโดยการชักนำของลูกน้องฝ่ายดูแลโครงการโดยที่ท่านนำพระพุทธรูปหน้าตักกว้างประมาณเจ็ดนิ้วหรือกว่านั้นฉันจำไม่ได้ทำด้วย ศิลาแลงมาด้วยสามองค์บอกว่า ได้พบที่เจดีย์ร้างตอนไปธุดงค์ ที่ในป่า จึงนำมามอบให้กับผู้บริหารของบริษัทเพื่อเป็นสิริมงคล

จากนั้นฉันได้นิมนต์หลวงพ่อพระพุทธรูปศิลาแลงองค์นั้นกลับบ้าน และจัดวางไว้ที่โต๊ะหมู่ในห้องพระ กว่าฉันจะจัดวางได้เรียบร้อยก็เหนื่อยพอดู เพราะองค์พระมีน้ำหนักมากทีเดียว เมื่อจัดเสร็จสรรพแล้วเห็นได้ชัดว่า พระพุทธรูปศิลาแลงเป็น พระที่โดดเด่นมากที่สุดในห้อง เพราะเป็นองค์พระที่ใหญ่และแปลกกว่าองค์อื่นๆ ที่เป็นโลหะ

ตามปกติแล้วทุกวันฉันจะต้องเข้าไปในห้องพระที่อยู่ติดกับห้องนอน เพื่อที่จะไหว้พระ ซึ่งหลังจากที่ฉันได้นิมนต์พระพุทธรูปศิลาแลงมาไว้ที่บ้าน ทุกครั้งที่เข้าไปไหว้พระ ฉันจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ วูบๆ วาบๆ ตอนแรกฉันคิดว่าฉันคงจะคิดไปเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ฉันรู้สึกได้เลยว่า ความรู้สึกดังกล่าว เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งได้ยินเสียงแว่วๆ แต่จับใจความไม่ได้

มีอยู่คืนหนึ่ง ฉันรู้สึกนอนไม่หลับ ทั้งๆ ที่เหนื่อยกับงานมาทั้งวัน ระหว่างที่พักผ่อนอยู่ได้ยินเสียงแว่วๆ คล้ายกับคนคุยกันอยู่ในห้องพระ เป็นเสียงผู้หญิงหลายคนพูดงึมงัมๆ สลับกับเสียงตำหมากเบาๆ ฉันลุกขึ้นนั่งฟังอยู่พักหนึ่งด้วยความสงสัย กว่าจะรวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ จึงได้ตัดสินใจค่อยๆแง้มประตูห้องนอนซึ่งติดกับห้องพระนิดหนึ่ง

ภาพที่ฉันเห็นเป็นภาพของหญิงชราสามคนนั่งล้อมครกตำหมาก ผมขาวเป็นสีเงินประกายเงาวับ ตัดเป็นทรงดอก กระพุ่มทั้งสามคน นุ่งผ้าโจงกระเบนสีคลํ้า ห่มด้วยผ้าแถบ สีขาวนวล ลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยคุยกันกระหนุงกระหนิง น่ารักมาก เธอทั้งสามคนหลังโกงจนใบหน้าแทบจรดครกที่กำลัง ตำหมากอยู่

เมื่อฉันเห็นภาพดังกล่าวแล้ว ฉันนั่งอกสั่นขวัญแขวน ไม่กล้าออกไปด้วยความกลัว เพราะกลัวว่าหญิงชราทั้งสามคน จะเห็นว่าฉันแอบละลาบละล้วง ทำให้หญิงชราทั้งสามคนเกิด ความโกรธ และอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่ คาดไม่ถึงก็ได้ เพราะเธอทั้งสามนั้น “ไม่ใช่คน”

จากนั้นฉันค่อยๆ งับประตูปิดไว้อย่างเดิม แล้วคลานขึ้น เตียงไปนอนตัวสั่นชั่งใจอยู่พักใหญ่ สักพักใหญ่ฉันเริ่มสะกดความกลัวตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน ยังไงๆ จะต้องรู้ให้ได้ว่า คืออะไรกันแน่ จึงอธิษฐานจิตถึงคุณยายทั้งสามว่าขออนุญาต สื่อสารด้วยความเคารพ ยังไม่ทันสิ้นคำอธิษฐานก็ได้ยินเสียง แหบๆ สวนขึ้นมาว่า

“คอยอยู่นานแล้ว จะคอยอยู่ที่ห้องพระ ออกมาได้เลย"

เสียงนั้นมันสั่นสะท้านเข้าไปในหัวใจ รู้สึกเย็นยะเยือกไปหมดทั้งตัว เพราะแค่แอบดูก็รู้สึกกลัวจะแย่ แต่คราวนี้ถึงกับจะต้องออกไปพบกันจะๆ ฉันจะทำอย่างไรดี เหลียวมองทั่วตัวก็ไม่เห็นจะมีใครช่วยเราได้เลย กำลังสับสนพะว้าพะวังมีเสียงเตือนมาว่า

“มาเถอะนังหนู ไม่ต้องกลัว”

ตอนนั้นฉันเริมคิดทันทีเลยว่า ไม่น่าคิดขออนุญาตสื่อสารไปตั้งแต่แรก ซึ่งความจริงก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นภายในห้องพระ อีกใจหนึ่งก็คิดว่าภายในห้องพระก็มีพระพุทธรูปอยู่จำนวนมาก คงจะไม่ปล่อยให้ฉันได้รับอันตราย ระหว่างคิดไปคิดมาก็ได้ยินเสียงลักษณะเย็นยะเยือกเตือนอีกครั้งว่า

“นังหนูออกมา”

เท่านั้นแหละฉันเหมือนถูกสะกด รีบลุกลงจากเตียง เปิดประตูคลานไปที่ห้องพระ เห็นภาพเธอทั้งสามนั่งคร่อมอยู่ที่ประตูห้องพระ (ไม่มีธรณี) ฉันก้มลงกราบโดยอัตโนมัติทั้งๆ ที่เนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว หญิงชราทั้งสามคนถึงแม้จะหลังโกงแต่ดูมีอำนาจและสง่างาม ผิวกายมีแสงเรืองรอง ซึ่งดูจากลักษณะเปรียบเทียบกับคนปกติแต่ละคนจะอายุเฉียดร้อยปีได้ สังเกตดูหญิงชราทั้งสามประดับทองหยองเต็มตัว มีสร้อยทองคำเส้นใหญ่สวมสะพายแล่ง ดวงตาของแต่ละคนกลมโตมองมาที่ฉันด้วยความเมตตา ระหว่างนั้นหญิง ที่นั่งอยู่ตรงกลางพูดขึ้นว่า

“ข้าชื่อสวย น้องสองคนชื่อสาวกับสุด”พลางชี้ไปที่นั่ง ขนาบอยู่ทั้งซ้ายขวา
“เรามาตามหาพระของเรา...องค์นั้นแหละ”

แล้วเธอก็ชี้ไป ที่องค์หลวงพ่อศิลาแลง ขณะนั้นฉันเกิดความรู้สึกเบลอๆ เหมือนฝัน แล้วฉันก็เดินเข้าไปในหมอกบางๆ ทะลุไปอีกมิติ หนึ่งที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง มีคนเดินกันให้ขวักไขว่สับสนวุ่นวาย ทั้งหมดแต่งตัวด้วยผ้าโจงกระเบนหรือผ้าหยักรั้ง ผู้หญิงจะ ห่มผ้าแถบ ส่วนผู้ชายเปลือยอก กำลังมีงานฉลองพระพุทธรูป จำนวนเก้าสิบเก้าองค์ สร้างโดยสามสาวพี่น้องซึ่งเป็นลูกเจ้าเมือง โดยสร้างไว้คนละ ๓๓ องค์ เป็นการสร้างเพื่อฉลองวันเกิด ของท่านเจ้าเมืองซึ่งท่านไม่มีลูกชาย

ลูกสาวทั้งสามไม่สามารถบวชทดแทนพระคุณ จึงได้สร้างองค์พระแทน ทั้งสามพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว สัญญากันว่า จะอยู่เป็นโสดด้วยกันไปจนตลอดชีวิต ทราบว่าเธอทั้งสาม กำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ด้วยความที่ท่านเจ้าเมืองรัก และสงสารลูกๆ จึงไม่ได้แต่งงานใหม่ด้วยเกรงว่าลูกๆจะถูกแม่เลี้ยงรังแก

งานฉลองฯ ครั้งนั้นมีผู้คนมาร่วมด้วยมากพอสมควร มีพระภิกษุสงฆ์หลายรูป มีคนที่แต่งตัวด้วยชุดสีขาวหลายคน เป็นผู้ทำพิธีกรรม มีชาวบ้านและบ่าวไพร่ของท่านเจ้าเมือง อีกจำนวนหนึ่ง จึงนับได้ว่าเป็นงานพิธีกรรมที่ใหญ่งานหนึ่ง หลังจากเสร็จพิธีกรรม ฉันเห็นเกวียนเทียมทั้งวัวและควาย จำนวนหลายเล่มมาทยอยบรรทุกองค์พระศิลาแลงจนเต็ม ทราบว่าจะเอาไปบรรจุในพระเจดีย์จำนวนสามองค์ เท่ากับจำนวนของพี่น้องทั้งสามคน สถานที่สร้างเจดีย์นั้นอยู่หางไกล ออกไปจากบ้านพักมาก

พี่สาวคนโตที่ชื่อสวยเธอบอกว่านอกจากองค์พระพุทธรูปแล้ว ท่านเจ้าเมืองยังได้รวบรวมของมีค่าอีกมากมายบรรจุร่วมไปด้วยในเจดีย์เพื่อเป็นพุทธบูชา ในระหว่างที่เจ้าเมืองและเธอทั้งสามยังมีชีวิตอยู่นั้นได้หมั่นไปดูแลทำนุบำรุงองค์พระเจดีย์อยู่เสมอ และถึงแม้ว่าจะตายไปแล้ววิญญาณของเธอทั้งสามก็ยังได้ไปเฝ้าวนเวียนอยู่เสมอ

ต่อมาดวงวิญญาณทั้งสามพบว่า มีการทำลายองค์พระเจดีย์ และได้ขุดค้นของมีค่ารวมทั้งองคพระพุทธรูปศิลาแลงที่บรรจุไว้เอาไปจนหมด เธอโกรธและเสียใจมากที่มีคนมาบุกรุกขโมยเอาไป เธอบอกว่าได้ติดตามเอามาได้แล้วบ้าง แต่ยังคงขาดอีกจำนวนมาก จากนั้นเธอบอกให้ฉันนำองค์พระศิลาแลงที่ได้มาไปมอบให้กับวัดหนึ่งวัดใดก็ได้ เพราะความประสงค์ของเธอทั้งสามต้องการสร้างไว้ให้บูชาในสถานที่ๆเป็นวัดวาอารามเพื่อเป็นพุทธานุสติสำหรับคนรุ่นหลัง โดยให้วางไว้ ในที่ๆ เปิดเผย ไม่ใช่เป็นสมบัติของใครคนหนึ่งโดยเฉพาะ

ซิ่งความจริงก็คือเธอหวงทั้งพระและสมบัติในเจดีย์นั้นเอง นอกจากนี้เธอยังต้องการให้ฉันช่วยสืบหาให้ด้วย และถ้าพบแล้วให้นำไปมอบกับวัด และให้ตั้งไว้ให้คนทั่วไปกราบไหว้บูชา และเธอยังบอกอีกว่า “ขอให้ฉันเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมตลอดไป อย่าเห็นแก่ได้ อย่าโลภเอาของๆ คนอื่นมาเป็นของตัวเอง คุณพระคุณเจ้าจะได้คุ้มครองรักษาให้พ้นภัยพิบัติ ให้ฉันจำไว้ให้ดี” แล้วเธอทั้งสามก็ค่อยๆ จางหายไป

ฉันมารู้สึกตัวอีกครั้งในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น พบว่าตัวเอง นอนหลับอยู่หน้าห้องพระ วันนั้นฉันรีบจัดการนิมนต์หลวงพ่อพระศิลาแลงกับสังฆทานหนึ่งชุดใหญ่ไปถวายให้กับพระที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อรูปที่มารับสังฆทานท่านเป็นปลื้มกับองค์ พระศิลาแลงมาก ถามดิฉันว่าแน่ใจแล้วหรือที่เอามาถวาย เพราะเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีค่ามาก ดิฉันเลยถือโอกาส กราบเรียนท่านว่า เจ้าของเดิมต้องการให้มาประดิษฐานที่วัด ให้เป็นสมบัติของวัดเพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสกราบไหว้บูชา และอย่าให้ใครเอาไปเป็นสมบัติส่วนตัวเพราะเจ้าของเขาหวงแหนมาก

จากนั้นฉันได้นำเรื่องของ “วิญญาณสามพี่น้อง เจ้าของ พระพุทธรูปศิลาแลง” ไปเล่าให้กับผู้ที่ได้ร้บพระพุทธรูปศิลาแลง ไปบูชาอีก ๒ คนได้รับฟัง พร้อมกับได้แนะนำให้นำพระพุทธรูป ไปไว้ที่วัด แต่ทั้งสองคนบอกว่าเสียดาย เพราะว่าเป็นของที่มีค่าและมีราคาสูงจะเก็บเอาไว้เอง หรือถ้าใครให้ราคาดีก็จะปล่อย (ขาย) เขาทั้งสองไม่เชื่อเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟัง แล้วยังเยอะเย้ยว่าฉันเพ้อเจ้องมงาย ทำให้ต้องสูญเสียของมีค่าไปโดยใช่เหตุ

ในระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น บริษัทค้าเงินที่ฉันถือหุ้นอยู่ได้มีการโกงกินกันวุ่นวาย เพื่อนที่นำฉันมาลงทุนซึ่งอ้างว่าจะทดแทนบุญคุณให้ฉัน พร้อมกับผู้บริหารอีกคนหนึ่งพากันหอบเงิน หลบหนีหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย ฉันได้รับความเสียหายไม่เฉพาะของตัวเองแต่ยังเสียหายไปถึงพรรคพวกที่ฉันชวนมาลงทุนด้วย ทำให้ฉันเสียใจและเจ็บปวดมาก ต่อมาไม่นานฉันได้ข่าวว่าคนทั้งสองที่ช่วยกันโกงบริษัท หรือเรียกว่าได้ฉ้อโกงประชาชน ได้มีอันวิบัติไปอย่างไม่คาดคิดมาก่อน

ในทันทีที่ได้ข่าวฉันจึงได้นึกถึงคำพูดของสามพี่น้อง ที่ได้ตักเตือนให้นำพระพุทธรูปศิลาแลงไปคืนไว้ที่วัด และประพฤติตัวอยู่ในศีลธรรม ฉันอดที่จะนึกไม่ได้ว่าถ้าตัวเองไม่ได้นำพระพุทธรูปศิลาแลงไปคืนไว้ที่วัดตามคำสั่ง จะเป็นด้วยความไม่เชื่อหรือความโลภก็ตาม คงจะต้องได้รับเคราะห์กรรมเหมือนกันหุ้นส่วนทั้งสองหรือไม่ คิดแล้วยังรู้สึกสยองขวัญขึ้นมาทีเดียว

ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับตัวฉัน ทำให้ฉันรู้ได้ว่า สำหรับวัตถุโบราณโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระพุทธรูปหรือเทวรูปของศาสนาต่าง ที่ได้สร้างไว้ในอดีตได้มีพิธีกรรมที่จะต้อง อัญเชิญเทพเทวามาประจำรักษาองค์เสมอ และยังมีเจตนาของผู้สร้างหรือเจ้าของทั้งปวงว่าต้องการเช่นไร อย่างเช่นตัวอย่าง ของหลวงพ่อศิลาแลง ซึ่งเมื่อตกมาถึงยุคเราๆ ไม่ใช่ว่าเทพ เทวาหรือจิตเจตนาของผู้สร้างจะเลิกล้มไป ดังนั้นทุกคนที่เป็น คนรุ่นใหม่ควรจะเข้าใจว่าอายุขัยของเทพเทวาชั้นสูงต่างๆ นั้น ยืนนานกว่าชีวิตของคนเรามาก ดังที่ท่านว่า ๑ วันของสวรรค์ ชั้นที่หนึ่ง เท่ากับ ๕๐ ปี ของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อได้รับเชิญให้มาพิทักษ์รักษาองค์ใดแล้วย่อมจะไม่หายไปไหน

มีผู้รู้ได้ยืนยันว่า พระพุทธรูปที่สำคัญของบ้านเราเช่น พระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร เป็นต้น ท่านมีเทพยดาชั้นสูงหลายองค์ร่วมกันปกป้องรักษาอยู่และจะดลบันดาลให้บรรดา ผู้ที่ไปขออะไรที่ไม่เสียหายอาจได้สิ่งที่ตนเองขอได้ ผู้ที่ได้รับ สิ่งเหล่านี้ควรได้ระมัดระวังอย่าไห้เป็นผลร้ายแก่ตนเองและ ครอบครัวและจะต้องดูแลให้ถูกต้องเหมาะสม
นอกจากนี้ แม้แต่จะเป็นเครื่องใช้ เครื่องประดับ สถานที่ บ้านช่องห้องหอก็มีวิญญาณที่เฝ้าดูแลรักษาด้วยความหวงแหน หรือแม้แต่เป็นสิ่งของที่เป็นของใหม่ๆ ก็ตาม ถ้าเจ้าของเขายัง รักหวงแหนอยู่ก็เช่นกัน หากเกิดความโลภเห็นแก่ได้นำเอามา ครอบครอง เป็นเจ้าของโดยไม่ถูกต้องชีวิต อาจต้องวิบัติด้วยเหตุที่คาดไม่ถึงเหมือนเรื่องดังกล่าว

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-1-27 22:27 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
พระพุทธรูปศิลาแลง (ต่อ)

ลองพิจารณาหาสิ่งอันเป็นมงคลใส่ตัวด้วยความเข้าใจในหลักธรรมที่ว่าโลกหมุนด้วยธรรม ๘ ประการ ดังนี้ ‘‘โลกวิปัตติสูตร เล่มที่ ๒๓”

(๙๖) ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ๑  ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี นินทาก็ดี สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกที่ได้สดับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับ กับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับฯ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า

ข้าแต่พระพุทธองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพเจ้าทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาสขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้แจ่มแจ้งกับพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ฯ พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นเธอทั้งหลาย จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาค แล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ ... ยศ ... ความ เสือมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์

ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ ... แม้ ยศ ... แม้ความเสื่อมยศ ... แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ... แม้สุข ... แม้ทุกข์

ย่อมครอบงำจิตของเขาได้ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดีในยศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์ เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเวทะ ทุกข์ โทมนัสและ อุปายาส

เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ ... ยศ ... ความเสื่อมยศ ... นินทา ... สรรเสริญ ... สุข ... ทุกข์

ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้ความเสื่อมลาภ ... แม้ ยศ ... แม้ความเสื่อมยศ ... แม้นินทา ... แม้สรรเสริญ ... แม้สุข ... แม้ทุกข์

ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินดี ลาภเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ ไม่ยินดีในความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์ ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเวทะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส

เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับฯ ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑
เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็น ธรรมดา แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้น แล้ว พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมยํ่ายีจิตของท่านไม่ได้
ท่านไม่ยินร้ายต่อนิฏฐารมณ์ ท่านขจัดความยินดีและ ยินร้ายเสียได้จนไม่มีเหลืออยู่

อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความ โศกเศร้าเป็นผู้ถึงฝังแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้องฯ

จบสูตรที่ ๖

ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2012-2-4 10:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตอนต่อไปติดตามที่

http://vichanum.net/board/forum.php?mod=viewthread&tid=1322
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง
รหัสลับ เปลี่ยน