ค้นหา
ดู: 1174|ตอบ: 10
go

ทริปเชียงใหม่

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:07 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
มีโอกาศได้ไปหาความรู้เพิ่มเติมพร้อมหาเวลาว่างแอบเที่ยวด้วยนาน ๙วัน ๑๐คืนก็นานพอดู ขอนำภาพมาให้สมาชิกชมกันบ้างครับ

ได้รับความอนุเคราะห์จากพี่ติ๋มและพี่ชาร์บ ให้พักที่บ้านตลอด๙วัน ขอขอบคุณมากเลยครับ
มาชมบ้านสวยๆกันครับ










ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

และได้มีโอกาศลองวิชาเหยียบไฟรักษา จากพี่เอก สุดยอดวิชาเหยียบไฟ




หากใครสนใจพี่เขาอยู่ประจำที่วัดต้นเหว จ.เชียงใหม่นะครับ




พี่เอกซ้าย พี่ล้าห์ ขวา

หากจัดงานมี้ตติ้งครั้งหน้า จะเชิญพี่ๆเขามาร่วมงานด้วยครับ
เหยียบเสร็จเบาตัวสบายมากๆเลย แถมด้วยการจัดกระดูกอีกนิดหน่อย
และกดจุดแก้เส้นสะบักจมสุดยอดเลยครับ
แถมท้ายด้วยการฝังเข็มลดความอ้วนที่หูด้วยครับ



ADMIN


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:19 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

ไปกราบพระธาตุหริภุญชัยด้วย









จากนั้นได้ไปวัดมหาวัน
มีตำนานการสร้างวัดกล่าวว่า วัดนี้สร้างมาแต่ครั้งพระนางจามเทวีขึ้นครองนครหริภุญไชยในราวพ.ศ. 1200 สิ่งที่น่าชมคือ พระพุทธสิกขิ หรือพระศิลาดำ ซึ่งพระนางจาม เทวีอัญเชิญมาจากเมืองละโว้ ชาวเมืองเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระรอดหลวง หรือพระรอดลำพูน ซึ่งมีความสำคัญและเป็นแบบพิมพ์ในการจำลองทำพระเครื่องที่ลือชื่อคือ พระรอดมหาวัน














ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:23 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต่อไปก็ วัดจามเทวีสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1298 เป็นฝีมือช่างละโว้ ลักษณะพระเจดีย์เป็นสี่เหลี่ยมแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย แต่ละด้านมีพระพุทธรูปยืนปางประทานพรอยู่เป็นชั้นๆ ภายในเจดีย์บรรจุอัฐิของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย




ตามตำนานเล่าว่าเจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ ราชโอรสของพระนางจามเทวีได้สร้างขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิของพระนางเมื่อปี พ.ศ. 1298 เดิมมียอดห่อหุ้มด้วยทองคำ ต่อมาจะเป็นสมัยใดไม่ทราบชัด ยอดพระเจดีย์หักหายไปชาวบ้านจึงเรียกว่า กู่กุด หรือมีชื่อเ รียกอย่างเป็นทางการว่า พระเจดีย์สุวรรณจังโกฏ




นอกจากนั้นยังมี รัตนเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางขวาของวิหาร สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 โดยพระยาสรรพสิทธิ์ ฐานล่างสุดเป็นรูป 8 เหลี่ยม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.40 เมตร สูงจรดยอด 11.50 เมตร องค์เจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมเจาะเป็นซุ้ม ประดิษฐานพระ พุทธรูปยืน ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์











ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:24 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
มีเดินเล่นตอนกลางคืนที่ตลาดวโรรส













ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:32 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
และที่สุดของที่สุด วัดพระพุทธบาทสี่รอยทางขึ้นสุดยอดมาต้องพยายามอย่างมาก ใครไปถึงถือว่าสุดยอดแห่งสรวงสวรรค์เลยครับ
สวยงามมาก




             เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ได้เสด็จจาริกประกาศธรรม และโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจันตประเทศ ( ประเทศไทยปัจจุบัน ) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศชื่อ เขาเวภารบรรพตซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์และได้ แวะฉันจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จขณะประทับอยู่ที่นั้นก็ได้ทราบด้วยญาณ สมาบัติว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ได้มีรอย พระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ภัทรกัลป์นี้แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระ พุทธบาทแห่งพระ พุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นประธาน เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่าพระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด




             พระพุทธองค์ตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลายสถานที่แห่งนี้ แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ทุกๆพระองค์ และแม้นว่าพระศรีอาริยเมตไตร ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้ และ จักรประทับรอยพระบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว ( คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว ) เมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้วพระ องค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์จึงกําเนิดเป็นพระ พุทธบาทสี่รอย เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้วก็ทรงอธิฐานว่า ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนําเอาพระ ธาตุของกูตถาคมมาบรรจุไว้ที่รอยพระบาทที่นี่




             ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ก็จักปรากฏแก่ปวงคนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิฐานและทํานายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไป เชตวันอารามอันมีในเมืองสาวัตถีวันนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงนิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นําเอาพระธาตุของพระ พุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธ บาทสี่รอยเมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงแล้วประมาณ 2,000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระ พุทธองค์ทรงอธิฐานไว้ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่ ( เหยี่ยว ) ก็บินลงจากภูเขาเวภารบรรพตอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ เพื่อบินลงไป เอาลูกไก่ชาวบ้าน ( คนป่า )ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปอยู่ยอดเขา มันก็โกรธมากจึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไป ค้นหาดูแต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก แต่เห็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นก็ทําการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่ บ้านก็เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟังความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆกันไปแรกแต่นั้น ไปคนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมา จึงได้ชื่อว่า พระบาทรังรุ้ง ( รังเหยี่ยว ) ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าพระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราช ศรัทธาอยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอยก็นําเอาราชเทวีและเสนาพร้อม กับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นําเอาบริวารของตนกลับมาสู้ เมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชมบัติตราบเมี้ยนอายุขัยแล้ว ก็เจริญตามรอยและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาท




                ทั้งสี่รอย ทุกๆพระองค์ หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวก็เปลี่ยนชื่อเป็น" พระพุทธบาทสี่รอย " เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงลับมาแล้วในภัทร กัลป์นี้ คือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรกเป็นรอย ใหญ่ยาว 12 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะเป็นรอยที่ 3 ยาว 7 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ ( ศาสนาปัจจุบัน ) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กที่สุด ยาว 4 ศอก เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือกผู้ครองนคร เชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คนก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว




                โดยแต่เดิมถ้า ใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปหรือปีนขึ้นไปดูซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆก้อนหินที่มีพระ พุทธบาทสี่รอยและได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้ ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมีก็ได้ขึ้นไป กราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้มีพระราชศรัทธา ก่อสร้างวิหารเป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้หนึ่งหลัง หลังเล็กปัจจุบันได้บูรณะปฏิสัง ขรณ์แล้วทั้งหลัง พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้า พระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สรางพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย พระพุทธบาทสี่รอยนี้เป็นพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:34 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

มาชมภายในกันบ้างครับ



















ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-7-27 22:37 |แสดงโพสต์ทั้งหมด














จบทริปนี้แล้วครับ
ขอบคุณที่เข้ามารับชม

ADMIN


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

VIP

Rank: 4

บารมี โพสต์เมื่อ 2011-8-1 18:03 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สวยงามมากค่ะ  เป็นบุญที่ได้ไปเยื่อน  แต่รูปตอนย่ำผางไฟลุกท้วมแบบนี้ขนหน้าแข้งหมอไม่หงิกหมดเหรอคะ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-8-1 21:45 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย บารมี เมื่อ 2011-8-1 18:03
สวยงามมากค่ะ  เป็นบุญที่ได้ไปเยื่อน  แต่รูปตอนย่ำผาง ...

ขนหน้าแข้งมันหนี้ไปอยู่เหนือปากหมดแล้วครับ
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

VIP

Rank: 4

บารมี โพสต์เมื่อ 2011-8-2 18:43 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-8-15 23:13 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

มีบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
เทียนพระวิปัสสี


อาจารย์ฉันท์ทิพย์ พันธรักษ์ราชเดช ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "พุทธศาสนาตำนานสุวรรณภูมิ"ไว้ว่า

ปรมาจารย์ในอดีตท่านคงเล็งเห็นกองกิเลส กองใหญ่ก่องนี้ เกี่ยวกับมักมากในลาภยศ ท่านจึงได้กำหนดความหมายและความสำคัญเอาไว้ที่เทียนเล่มแรกที่ตั้งอยู่หน้าพิธีพุทธาภิเษกซึ่ง ไม่เคยมีใครเคยอธิบายและนำมาเปิดเผยมาก่อน ครูบาอาจารย์แต่โบราณท่านช่างกำหนดเอาไว้ดีแท้ เป็นการสอบและเตือนสติทุกท่านที่มาประกอบพิธีพุทธาภาเษกให้พึงสังวรเมื่อจุดเทียนเล่มนี้ โดยตั้งชื่อเทียนเล่มนี้ว่า "เทียนพระวิปัสสี" เพราะว่าเบื้องหลังของเทียนเล่มนี้ มีเรื่องราวของมหากิเลสกองใหญ่ ที่เกิดจากการมักมากในลาภยศ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณเวลาเกือบ 100 กัปป์ล่วงมาแล้ว เป็นสมัยของพระวิปัสสี สัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลก มีสาวกองค์หนึ่งมีฐานะเป็นพระสังฆนายกปกครองภิกษุสงฆ์จำนวนมาก เกิดมักมากในลาภยศ กิเลศ แสวงหาปัจจัยสี่อันได้แก่ จีวร บิณฑบาตร เสนาสนะ ศีลานปัจจัย จากภิกษุอื่น จนเกิดความเดือนร้อนกันเป็นอันมาก ต่อมาเมื่อมรณะภาพ ต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิทั้ง 4 เป็นเวลานาน เมื่อหมดกรรมในนรก ด้วยเพราะกิเลสกองใหญ่ อันได้มาจากการแสวงหาลาภยศจากสงฆ์ ทำให้ยังไม่หมดกรรม จึงไปเกิดเป็นเปรตมีนามว่า "มหาศิลาหลวงใหญ่" พูดจาไม่ได้ เป็นเปรตหิน ต้องรอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในมหาภัทร กัปป์นี้มาประทับรอยเท้าจนครบ 5 พระองค์ จึงจะพ้นภูมิเปรตหินนี้ได้

ต่อมาเมื่อลุถึงสมัยพระเจ้ากกุสันโธ จึงมาประทับรอยเท้าแรกที่หินมหาศิลาเปรตและสอนว่า "อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ"มีความหมายว่า นักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย

ต่อมาเมื่อลุถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โกนาคมโน ก็เสด็จมาประทับรอบที่ 2 ภาวนาคาถาไว้ว่า "สัลละหุกะอุตติ" คือให้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายหน้า

ต่อมาเมื่อลุถึง พระกัสสโปพุทธเจ้า ก็เสด็จประทับรอยที่ 3 ทรงชี้ทางให้ตรงไปสู่นิพพาน และให้พ้นภูมิแห่งเปรต

จนมาถึงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตโม ก็เสด็จมาประทับรอยที่ 4 ทรงอธิษฐานให้มนุษย์มากราบไหว้บูชา

และเมื่อถึงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศรีอารียะเมตตรัย จะเสด็จมาประทับรอบที่ 5 ที่มหาศิลาเปรตนี้ ประทับปิดรอบพระบาททั้ง 4 เป็นรอยเดียว และมหาศิลาเปรตนี้จะแตกกลายเป็นมนุษย์ที่เกิดจากกองมหาศิลาเปรตต่อไป

อาจารย์ฉันท์ทิพย์ พันธรักษ์ราชเดช จึงขอเตือนทุกท่าน ก่อนที่จะจุดเทียนเล่มนี้ในพิธีพุทธาภิเษก ให้ระลึกถึงกองกิเลสอันจะเกิดจากการ สร้างพระในครั้งนี้จะได้ไม่ต้องล่วงไปสู่อบายภูมิ และเกิดมาเป็นเปรตหินในภายหลัง ท่านจะเชื่อหรือไม่คงไม่เกี่ยวอะไรกับท่านอาจารย์ แต่อย่างจะขอบอกเพิ่มเติ่มอีกสักนิดว่าบังเอิญศิลาก้อนนี้ ปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศไทย (คือรอยพระบาทสี่รอย ที่จังหวัดเชียงใหม่) ถามว่าทำไม ก็เพราะว่ามีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้นที่เป็นเมืองพุทธและยังทำพระโดยอาศัยพิธีพุทธาภิเษกอยู่

โดย ไทยสะกอ


ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง
รหัสลับ เปลี่ยน