ค้นหา
ดู: 1084|ตอบ: 4
go

น้ำมันหอมระเหย

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-5-31 20:32 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
การใช้น้ำมันตามหลักอายุรเวช

คำว่า  “อายุรเวท”  มาจากคำศัพท์  2  คำคือ  “อายุร”  และ  “เวท”  อายุร  แปลว่า  ชีวิต  เวทหมายถึงศาสตร์ความรู้วิชา  ดั่งนั้นอายุรเวทโดยรวมก็คือ  ศาสตร์แห่งชีวิตนั่นเอง  ความ หมายของหลักการดูแลรักษาสุขภาพตามหลักอายุรเวทจึงกว้างออกไปกว่าการเยี่ยวยา รักษาสุขภาพทางกายเพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงทางจิตใจด้วย

อายุรเวท  เป็นคัมภีร์สำคัญอันหนึ่งที่แทรกอยู่ในไตรเวท  หรือ  ไตรเพทาคศาสตร์  หรือเวททั้ง  3  ฮินดู  เป็นของทางลัทธิฮินดู  ไม่ใช่ทางพุทธเสียทีเดียวเพราะมันเก่าแก่มาก่อนพระพุทธศาสนา  อายุรเวทจะอยู่ในเวทสุดท้าย  เวทสามกับเวทสี่  คือที่เรียกว่า  “อาถรรพภ์เวท”  ซึ่งคนไทยเอามาใช้กันมาก  ที่บางส่วนเราเข้าใจว่าเป็นเรื่องของไสยศาสตร์  เพราะหมอสมัยก่อนก่อนที่เขาจะปรุงยาเขาจะต้องใช้คาถาอาคม  ถ้าเราไปอ่านในแพทย์ศาสตร์สงเตราะห์เขาจะเขียนไว้เลยว่าแพทย์ที่รู้แต่คุณยาไม่รู้คุณไสยก็รักษาไม่ได้  ซึ่งหมอรุ่นใหม่ก็คงไม่รู้เรื่องไสยศาสตร์กันแล้วแต่จะรู้เรื่องของคุณยาและการบำบัดรักษาโรค



การดูแลสุขภาพตามหลักอายุรเวท
ในคัมภีร์อายุรเวทเขาจะบอกไว้เลยว่า  มนุษย์ราในขั้นปฐมฐานเลยคือ  “กามะ”  ก็คือเพื่อมีชีวิตอยู่ในทางกามรูป  รส  กลิ่น  เสียง  สุข  มีความพึงพอใจในสาวนตัวของเรา  และ  “ฮัฐะ”  คือไม่เพียงแต่ว่ามุ่งไปทางความพอใจส่วนตัวเท่านั้น  เราต้องมีหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ต่อสังคมด้วย  มีเรื่อง  “โยคะ”  ซึ่งโยคะไม่ได้หมายความถึงการเล่นโยคะ  แต่หมายถึงการบริหารทั้งร่างกายและจิตใจ  การดูแลการพยาบาลตัวเอง  เพื่อไปบรรลุขั้น  “โฆกษะ”



เราคงเคยได้ยินอาศรม  4  ซึ่งในหลักอายุรเวท  “พรหมจรรย์”  จะเป็นอาศรมที่หนึ่ง  ไม่ได้หมายถึงการดำรงชีวิตที่ประเสริฐแบบพระ  แต่หมายถึงการที่ยังไม่มีลูกไม่มีเมีย  การที่ยังไม่มีครอบครัว  เป็นวัยแห่งการศึกษาเรียนรู้  ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งอายุประมาณ  16  ปี  ในช่วงนี้ต้องมุ่งในการศึกษาเรียนรู้อย่างเดียวไม่ไปยุ่งกับการมีชีวิตครอบครัว  หรือเรื่องทางเพศเด็ดขาด  หลังจากนั้นเมื่อร่ำเรียนสำเสร็จประกอบอาชีพการงาน  มีครอบครัวเขาเรียกว่าอาศรมที่สอง  คือ  “คฤหัสถ์”  หมายถึงผู้ที่ครองเรือนอายุประมาณ  16-40  ปี  ตอนช่วงครองเรือนก็จะต้องมีหน้าที่ต่อครอบครัว  ต่อเพื่อนมนุษย์ต่อสังคม  ในช่วงที่สามคือ  “วนปรัถ”  คือช่วงที่เตรียมพร้อมที่จะเข้าป่า  หรือ  วนา  หมายถึงช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มมีการศึกษาการสนใจในเรื่องที่จะแสวงหาความสุขส่วนตัวในทางจิตใจ  ช่วงนี้เป็นช่วงที่อายุประมาณเลย  40 ปีไปแล้ว  พอถึงขั้นปลายอายุสัก  60  ปี  เหมือนกับเกษียณของเรา  เป็น  “สัญญาสี”  มอบสมบัติให้ลูกหลาน  และผู้สืบสกุลตัวเอง  ก็ไปธุดงค์เข้าป่า  ซึ่งคนอินเดียสมัยก่อนเขาจะทำอย่างนี้

ในส่วนของอายุรเวท  การที่เราจะออกไปบำเพ็ญธรรมเพื่อบรรลุโมกสะเป็นกรณีสุดท้ายของมนุษย์  อายุของคุณต้อง  60  ปีขึ้นไปแล้ว  ฉะนั้น  60-70  ปี  ในวัยนั้นเป็นวัยที่ร่างกายไม่มีกำลังแล้ว  ออกไปอยู่ป่า  ไม่มีเรือน  อาหารการกินก็คงจะลำบากเพราะแก่เฒ่าแล้ว  ฉะนั้น การที่เขาดูแลรักษาตัวเองไม่ใช่เพื่อจะบำเรอความสุขให้กับร่างการไปวัน หนึ่งๆแต่เพื่อที่จะเตรียมพร้อมร่างกายให้มีอายุยืนเพื่อที่จะบำเพ็ญธรรม  ฉะนั้นเวลาเรามาศึกษาการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย  เราก็มุ่งไปเพื่อบำรุงบำเรอให้ผิวพรรณผ่องใส  ให้มีสุขภาพดี  ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บไม่เป็นมะเร็งอย่างเดียวซึ่งมันไม่ใช่  ตามหลักของอายุรเวทมีจุดมุ่งหมายที่รักษาตัวให้จนแก่จนเฒ่าก็เพื่อที่จะปฏิบัติธรรม  บรรลุธรรมตามหลักของลัทธิพราหมณ์ของเขา

น้ำมันนวดตัวตามหลักอายุรเวท

เรื่องเกี่ยวกับน้ำมันที่จะใช้นวดตัวตามหลักอายุรเวท  คำว่า  น้ำมันในภาษาอินเดียหรือภาษาแขกเขาใช้ว่า  “เสนหัส”  หรือ  เสนหนฺ  ถ้าเป็นความหมายกว้างๆรูปธรรมเป็นวัตถุสิ่งของ  เขาหมายถึงสิ่งที่หล่อลื่นมีความเหนียวชุ่มชื้น  ในทางอายุรเวทมีหลักการอันหนึ่ง  ซึ่งหลักการใช้น้ำมันเป็นหลักการปฐมฐานหนึ่งก่อนที่จะไปสู่การรักษาเยียวยาอย่างอื่นๆมันไม่ใช่การบำบัดการเยียวยาทั้งหมดที่เดียว  เรียกว่า  “เสน่หกรรม”  ซึ่งหมายถึง  พื้นฐานการบำบัดรักษาด้วยการที่จะเอาน้ำมันมาใช้ซึ่งภาษาอังกฤษเสน่หกรรมจะใช้คำว่า  Lubrication  หมาย ถึงตัวที่ไปหล่อลื่นเพราะเขามีความเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ต้องอาศัยความชุ่มชื้นในการหล่อเลี้ยงเพราะถ้าไม่มีความชุ่มชื้นก็จะทำให้ เกิดการแห้ง  และสุขภาพก็จะไม่ดีแล้วก็จะเฉาตาย


ในการบำบัดรักษาขั้นต้นต้องมีการใช้ความชุ่มชื้นเข้ามาสู่ร่างกายจะโดยการถูนวด  การถูนวดไม่ใช่เพียงช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ  แต่น้ำมันจะซึมผ่านผิวหนังเข้าไปด้วย  กรณีที่บางคนกินไม่ได้  นวดก็ไม่ทันแล้ว  ก็ต้องใช้สวนทวารเลยก็มีเป็นการเพิ่มการหล่อลื่นให้กับร่างกายของเขา

หลักการเอาน้ำมันมาใช้  เสนหัส  หรือน้ำมันที่ใช้ในการนวดก็ดีในการบริโภคก็ดี  ก็มาจาก  2  แหล่ง

แหล่งหนึ่งได้มาจากแหล่งที่เรียกว่า  “สถาวร”  คือสิ่งที่ไม่เคลื่อนที่  ซึ่งได้แก่ต้นไม้หรือน้ำมันที่ได้จากพืชต่างๆ  หลายชนิดทั้งที่ระเหยได้และระเหยไม่ได้  ในทางของอายุรเวทถือว่าน้ำมันที่ได้จากพืช  สถาวร  ที่ดีที่สุด  คือ  น้ำมันงา  ซึ่งอาจจะแตกต่างจากที่อื่น  ถ้าเราไปดูที่เขากำลังนิยมกัน  อย่างอโรมาหรือสุวคนธ์บำบัด  เขาไม่ถือว่าน้ำมันงานเป็นน้ำมันที่ดีที่สุดในการใช้เป็น  Carrier  oil  หรือเป็น  base  oil  เขาอาจจะใช้  Jojoba  หรือ  almond  oil  แต่ทางอายุรเวทของอินเดียถือว่าน้ำมันที่ได้จากพืชที่ดีที่สุดคือน้ำมันงา  อย่างอื่นถือว่ารองๆลงไปไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วอื่นๆ


      


น้ำมันอีกพวกหนึ่งก็คือน้ำมันสัตว์  ภาษาเขาก็บอกว่าเป็นน้ำมันจากสิ่งที่เคลื่อนที่ได้หรือ  “จรณ”  ได้  จรณ  แปลว่า  เคลื่อนที่ได้  ที่เขาเรียกว่า  ชังคม  (ชัง-คะ-มะ)  น้ำมันจากสัตว์ที่ดีที่สุดของเขา  น้ำมันตัวนี้เป็นน้ำมันที่พระพระพุทธเจ้าเอามาใช้เป็นของที่พระฉันได้หลังเพลด้วย  และเป็นน้ำมันที่ใช้เพื่อสุขภาพของพระในสมัยพุทธกาลน้ำมันตัวนี้  เป็นคำภาษาอินเดียคือว่า  กี  ภาษาอังกฤษเขียนว่า  Ghee  เป็นน้ำมันที่ได้มาจากนมวัว  เพราะอินเดียเขาดื่มนมวัว  เป็นส่วนที่ดีที่สุดของนมและนำไปหมักจนเป็นเนยใสที่เรียกว่า  Ghee  หรือเนยเหลว  แต่คนอินเดียเขากินน้ำนมตลอดชีพแต่เขาจะมีวิธีการกินนมที่ไม่ให้เกิดการแสลงคือใช้น้ำมันเนยใสที่มาจากสัตว์  ซึ่งในทางอายุรเวทถือว่าเป็นน้ำมันจากสัตว์ที่ดีที่สุด

ส่วนทางอินเดียจะใช้น้ำมันงา  เนยใส  และอีกตัวคือน้ำมันมะพร้าว  น้ำมันมะพร้าวก็ใช้เยอะมากเฉพาะในเรื่องการบำรุงเส้นผม  ส่วนของไทยจะใช้น้ำมันมะพร้าวนวดตัวด้วย  แต่ทางอินเดียตอนใต้จะเห็นแต่เขาใช้น้ำมันงานวดตัว  แต่น้ำมันมะพร้าวเขาบริโภคและใช้ทำน้ำมันหมักผม

ซึ่งในทางอินเดียเขาก็มีศาสตร์การเอาน้ำมันของพืชและสัตว์  เพียง  2  อย่างมาผสมกันเป็น  “ยมก”  แปลว่า  “คู่”  ก็จะใช้น้ำมันงาผสมกับเนยใส  หรือ  กี  มาผสมกัน  เป็นตัว  Base  oil  ให้กับสมุนไพร

ถ้าจะพูดถึงคุณสมบัติของน้ำมันที่เป็น  base  คือน้ำมันงาและเนยใสการทำเสน่หกรรมหรือการใช้น้ำมัน  ไม่ว่าจะเป็นการหล่อลื่น  หรือการนำเข้าสู่ร่างกายก็ดีโดยหลักก็คือเขาต้องการที่จะควบคุม  “วาตะ”

อินเดียเขามีเรื่อง  “โทสะ”  ก็คือโทษของเรามันมีอยู่  3  อย่างคือ  วาตะ  ปิตตะ  และกัปฝะ  การทำเสน่หกรรมก็เพื่อที่จะแก้  วาตะ  กับปิตตะ  แต่บางส่วนสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้กัปฝะได้ด้วยแต่จะต้องรู้สูตรการปรุงยา  และช่วงเวลาที่จะใช้ก็สำคัญ  เป็นสิ่งที่เราจะต้องรู้โดยรวมไม่ว่าจะใช้เวลาใดก็ได้

“วาตะ”  เป็นเรื่องของลม  เลือดลมในทางไทยถือว่าเรื่องของลมก็เป็นสิ่งสำคัญ

ในโครงโลกนิตบทหนึ่งที่ขึ้นต้น
“หมอแพทย์ว่าโรคร้ายลมคลุม  โหรทายว่าเคราะห์แรงรุมโทษให้  แม่มดว่ายีกุ่มทำโทษ  ปราชญ์ว่ากรรมตนไซร์ก่อให้เป็นเอง”
หมายถึงเวลาที่เราเจ็บไข้ได้ป่วยหรือประสบเคราะห์กรรมแต่ละคนก็จะโทษสมมุตฐานไปต่างๆนาๆกัน  หมอแพทย์ในสมัยโบราณที่เป็นหลักก็คือหมอแผนไทยนั่นเองบอกว่าลมจับ  หรือลมคลุมเขาจะไม่โทษอย่างอื่นเลย  เพราะเขาถือว่าสมมุตฐานสำคัญ  คือ  วาตะกำเริบ  หย่อน  หรือการพิการ  ลมนี้สำคัญ

ในทางอายุรเวทก็เช่นกัน  ในการใช้เสน่หกรรมในการใช้น้ำมันก็เพื่อที่จะแก้วาตะโดยเฉพาะน้ำมันงา  ถือว่าแก้วาตะพิการได้ค่อนข้างดี  และถือว่าการที่เราปวดเมื่อยก็ดี  หรือเป็นอัมพฤกษ์  อัมพาตก็ดีนั่นคือเป็นวาตะพิการ  ไม่ว่าคุณจะตัวอ้วนมีลักษณะเป็นกัปฝะก็ตาม  แต่เมื่อคุณมีอาการเคล็ดขัดยอก  ข้อ  บวม  เกิดรูมาติลัม  รูมาตอยด์  โดยเฉพาะอัมพฤกษ์  อัมพาต  เขาถือว่าคุณวาตะพิการแล้ว  ต้องรักษาด้วยเสน่หกรรม  คือใช้น้ำมันนวดหรือกินน้ำมันแล้ว ถ้าจะให้ใช้กับปิตตะได้ด้วยเขาถือว่าจะต้องใช้เนยใสประกอบกัน  เนยใสจะช่วยควบคุมการทำงานของวาตะในร่างกายของเราได้ดี  รวมทั้งปิตตะด้วย

ปิตตะหมายถึงบางทีเกิดความร้อนกำเริบขึ้นมา  ก็คือความร้อนที่มาจาก  “ดี”  ในร่างการของเรา

ซึ่งในทางอายุรเวทเขาก็ฉลาดพูดว่า  โทสะทั้ง  3  หรือโทษ  3  หมายถึง  วาตะ  ปิตตะ  กัปฝะ  แทนที่จะเรียกว่าคุณทั้ง  3  ก็เพราะถ้าเผลอเมื่อไรละเลยไปเมื่อไร  มันจะให้โทษทันที  เราต้องคอยคุมเขาให้อยู่ในสมดุลให้ได้  ถ้าเขาขาดสมดุลก็จะเกิดโรค  แต่ถ้าเราควบคุมถึงที่สุดแล้วก็ต้องป่วยและตายในที่สุด  แต่อาการป่วยบางอย่างเราสามารถเยียวยาได้แต่ถึงที่สุดเยียวยาเท่าไรก็ไม่ได้  มันจึงเป็นโทษ  เมื่อโทษทั้ง  3  มารวมกันเรียกว่า  “ตรีโทษ”  ที่คนไทยเรียกว่า  “ตรีทูต”  คือทูต  3  มาถึงก็ตาย  ฉะนั้นเขาให้ระวังตัวให้มีสติว่าทั้ง  3  นี้เป็นโทษนะ  ดังนั้นเราต้องดูแลให้มีความสมดุลอย่างดี  และการที่ใช้น้ำมันเป็นตัวควบคุม  วาตะ  กับปิตตะ

น้ำมันงา  ปกติแล้วเราใช้ได้ในหลายๆกรณี  ที่สำคัญช่วยแก้โรคผิวหนังด้วย  ฉะนั้นน้ำมันงาจะใช้ได้ดีเข้ากับโรคผิวหนัง  และแก้พวกต่อมน้ำเหลืองบวม  และช่วยเกี่ยวกับเรื่องที่เรียกว่า  การประคบประหงมกระดูก  คือช่วยจัดโครงสร้างกระดูกและบำรุงกระดูก  ช่วยแก้การผอมแห้ง  เพราะคนเป็นวาตะส่วนใหญ่มักจะผอม  ก็ทานน้ำมันงาหรือนวดตัวด้วยน้ำมันงา


ในส่วนของเนยเหลว  หรือเนยใส  หรือก็จะเหมาะกับคนอย่างพวกเราคืนคนที่ทำงานโดยใช้สมองไม่ได้ใช้แรงงานก็คือมีความสำคัญมาก  ต้องใช้  “กี”  สำหรับรับประทานเพื่อช่วยบำรุงสมอง  มีตัวยาตำรับที่เข้ากี  ในคัมภีร์จริงๆเขาบอกว่าแก้จิตเรา  แก้จิตเภท  หมายถึง  จิตที่มันแตกไม่สมประกอบ  แก้ลมบ้าหมู  แก้ชักกระตุกหรืออาการที่เกี่ยวกับทางสมองและประสาท  ฉะนั้นการที่จะใช้ยาที่บำรุงสมองแขกเขาจะใช้พวกเนยใสประกอบด้วยเสมอ  ไม่ได้ใช้น้ำมันงานที่มาจากพืช

การทำกี
เดี๋ยวนี้เราคงไม่สามารถจะทำเนยจากนมวัวได้เองแล้ว  เพราะคนไทยไม่มีวัฒนธรรมในเรื่องนี้มากนัก  แต่คนอินเดียของจะต้องเอานมมาทำเป็นเนยจากนั้นถึงจะเอามาทำกี  ถ้าง่ายที่สุดเราก็เอาเนยแข็งธรรมดาเป็นเนยจืดที่ได้จากวัวไม่ใช่พวกมาการีนแล้วแต่ปริมาณที่เราใช้  เอามาตั้งไฟในหม้อก็ได้แต่ต้องเป็นไฟอ่อนๆถ้าไฟไม่อ่อนจะทำให้ไม่ได้  ถ้าไหม้แล้วยาจะเสีย  ถ้าเราทำแบบ  Water  bath  ได้ก็ยิ่งดีเอาหม้อตั้งน้ำต้มน้ำและพอจะเดือดก็หรี่ไฟและใช้หม้ออีกใบหนึ่งที่ใส่เนยแข็งจืดใส่ลงไปให้ละลายซึ่งก็จะละลายง่าย  ละลายแล้วเคี่ยวช้าๆพอสักระยะหนึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณเนย  ส่วนหนึ่งก็เริ่มแยกตัวออกมาเป็นชั้นๆเราให้แยกออกมาให้ได้มากที่สุด  ส่วนชั้นล่างต้องให้ใส  ถ้าไม่ใสก็จะใช้ไม่ได้  ถ้าใช้ไฟแรงเกินไปก็จะไหม้ทำให้เสียหมดเลยก็จะใช้ไม่ได้แล้ว

ให้ตักส่วนบนทิ้งอย่าเอาไปใช้ส่วนนั้นเป็นพิษที่ที่ออกมาจากนม  ฉะนั้นที่เขาบอกว่านมเป็นพิษก็อาจจะจริงก็ได้สำหรับนมที่เรากินเข้าไปล้วนๆฉะนั้นเนยใสเขาถือว่าเป็นส่วนของนมที่ไม่มีโทษ  เพราะว่าได้เอาส่วนที่เป็นการบำรุงออกมาส่วนหนึ่งและเอาส่วนที่เป็นพิษหรือเป็นโทษออกไปด้วยจนเหลือแต่ส่วนใสซึ่งเป็นยา

แต่ ก่อนมีเด็กที่แพ้นมวัวและน้องคนนี้ก็เหมือนเป็นอัมพฤกษ์ที่เข้ามารักษาแรกๆ เราจะให้ทานนมอันนี้แต่แม่เขาบอกว่าถ้าทำมาจากนมวัวทานไม่ได้เลยท้องเขาจะ เสีย  แล้วเขาแพ้เราก็เอาส่วนที่เป็นเนยใสให้ทานซึ่งปกติถ้าเป็นนมทั่วๆไปที่ทานเขาก็จะอาเจียนออกมาทันที  ปรากฏว่าเขาทานได้ทีละหลายๆช้อนก็ไม่เป็นไร  แม่เขาก็ดีใจว่าถ้าเป็นเนยใสลูกเขากลับไม่เป็นอะไรเพราะมันเป็นยา  จะช่วยบำรุงประสาทและระบบสมองของเขา  เพราะคนส่วนใหญ่เป็นเวลาอัมพฤกษ์อัมพาตก็คือเกิดจากระบบสมองพิการ  เนยใสเป็นส่วนที่ได้จากนมซึ่งปราศจากพิษ  คนที่แพ้นมวัวก็ทานได้






ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-5-31 20:33 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ตำรับยานวดตัว

สำหรับน้ำมันในส่วนที่จะทำน้ำมันนวดตัว  น้ำมันเนยส่วนใหญ่เป็นส่วนที่จะใช้รับประทาน  ส่วนน้ำมันที่เราจะใช้จริงๆมีอยู่หลายสิบตัว  แต่ดูที่เฉพาะตัวง่ายๆเรียกว่า  Special Bala  ก็คือ  “พละ”  นั่นเอง  เป็นน้ำมันที่ทำให้เกิดพลัง

เพราะน้ำมันงาโดยพื้นฐานของเขาเองก็เป็นตัวที่ทำให้เกิดกำลังวังชาถ้าเป็น  Special Bala  ก็คือน้ำมันที่พิเศษขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งไม่ใช่เป็นการให้พละกำลังธรรมดาแต่เป็นตัวที่พิเศษ  และสมุนไพรที่ใช้ก็ทำจากสมุนไพรที่ง่ายๆมากเขาเรียกว่าต้นหญ้าขัดมอญ  แต่ตัวนี้เป็นยาที่อินเดียแทบจะใช้เป็นพื้นฐานก็ว่าได้การเป็นสมุนไพรที่ใช้กับน้ำมันงา  ถูนวดเพื่อแก้อาการอัมพฤกษ์อัมพาตเพื่อแก้อาการปวดเมื่อต่างๆ

  

Special  Bala  สูตรหลักของเขาคือหญ้าขัดมอญถ้าเป็นขัดมอญหลวงก็จะดีกว่า  มันจะมีตัวผู้ตัวเมียด้วยจริงๆก็ใช้ได้ทั้ง  2  อย่าง  นอกจากขัดมอญแล้วต้องมีตัวยาอื่นอายุรเวทก็เหมือนกับยาไทยต้องเป็นตำรับเขาไม่ได้ใช้เดี่ยว  เพียงแต่ว่าตัวที่ใช้เป็นหลักคือตัวอะไร  อย่างตัว Bala  Tailam  (บาลาไตลัม)  ที่ทำให้เกิดกำลังเราต้องการใช้น้ำมันงาสัก  5  ลิตร  ก็ให้ใช้ขัดมอญสัก  5  กิโลกรัม  อันนี้คือสัดส่วนเสมอภาคกับน้ำมัน  สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือเขาต้องใช้นมด้วยมีนมประกอบเสมอเพราะน้ำมันงาเป็นน้ำมันที่ได้จาก  สถาวรไตลัม  คือ น้ำมันที่ได้จากสิ่งที่อยู่กับที่คือจากพืชและน้ำมันที่ได้จากสิ่งเคลื่อน ที่ได้หรือจรณจะเคลื่อนไปได้ก็ต้องใช้นมเพราะนมเมื่อเอาไปเคี่ยวเขาก็ทำเนย ใสไปในตัวคือจากนมมาก่อนจะผสมไปในน้ำมันงา  มันจะมีกากออกมาเป็นขั้นๆจนในที่สุดจะกลายเป็นเนยใส

วิธีทำตำรับยานวด  Special  Bala  นอกจากนั้นเวลาทำเขาจะใช้ตัวยาอื่นประกอบ  ซึ่งในตำรับนี้เราใช้ข่า  มีเถาเอ็นอ่อนซึ่งช่วยบำรุงเอ็น  ถ้าปวดกระดูกก็ใช้เทียนตาตั๊กแตน  รวมทั้งขัดมอญ  ทั้งหมดนี้นำมาบดให้เป็นผง  อย่างละ  125  กรัม  บดจนละเอียด
กรรมวิธีการทำยาของอินเดีย  การต้มน้ำของอินเดียจะซับซ้อนกว่าของเรา  ของไทยเราเคี่ยวอย่างง่ายๆคือ

สูตรพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ก็ใช้น้ำมันงา  ไปหาว่าน  108  ต้นไม้  108  ชนิด  มาต้มน้ำอย่างง่ายๆและใช้น้ำที่ต้มได้ใส่ลงไปในน้ำมันงาแล้งเคี่ยวเรื่อยๆจนน้ำระเหย


แต่ของอินเดียเป็นวิธีสกัดค่อนข้างดีเขาสกัดโดยน้ำกับน้ำมันซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานของมนุษย์
เวลาที่เราจะสกัดไพลเราอาจจะใช้น้ำมันพืชเช่นน้ำมันปาล์ม  เราฝานไพลออกมาจากไพลแล้วนำมาใช้ได้




แต่ถ้าให้ทางอายุรเวทเขาจะบอกว่าแบบนี้ยังใช้ไม่ได้คือสารสกัดยังออกมาไม่ถึงที่สุด  ของอินเดียถ้าใช้ขัดมอญประมาณ  5  กิโลกรัม  ถ้าเราต้มเองเราต้องใช้น้ำถึง  40  กว่าลิตร  เอาขัดมอญมาต้มและให้งวดไป  ตามปกติถ้าต้มน้ำของไทยเป็นแบบ  3  เอา  1  ส่วน  ของอินเดียจะต้มแบบ  4  เอา  1  ส่วน  ปรากฏว่าเราต้มไม่ไหวมันมากแล้วมากกว่า  4  ส่วนด้วย  ถ้าจะต้มให้เป็นยาที่ดีจริงๆต้อง  8  เท่า  เราก็บอกไม่ไหวมันมากเกินไป  แต่เขามีวิธีการต้มโดยใช้หม้อความดันคือ  ต้มในแรงดันสูง  ฉะนั้นความร้อนสูงกว่า  100  องศา  มันก็จะเร็วมาก  มันสามารถสกัดได้ในเวลาที่สั้นๆเราเลยใช้หม้อความดันในการต้ม  เวลาที่ต้มยาเหล่านี้  เช่นว่าถ้าได้ขัดมอญมาถ้าหม้อความดันไม่ใหญ่มากให้แบ่งเป็น  2  ครั้งครั้งละ  2.5  กิโลกรัมก็ได้  ใส่น้ำประมาณ  8-10  ลิตร  ต้มในหม้อความดัน  หม้อจะมีเสียงวี๊ดขึ้นมาเวลามีไอน้ำขึ้น  เราก็เอาออกก็ต้องใช้เวลาสักเล็กน้อย  น้ำก็ไม่มากจากน้ำ  10  ลิตรเมื่อต้มด้วยหม้อความดันน้ำก็จะยังเหลือประมาณ  5-6  ลิตรถ้าเราใช้น้ำ  8  เท่าก็ต้องเคี่ยวเป็นวันๆกว่าจะเหลือ  10  ลิตร

อินเดียเขาปรับปรุงใช้วิธีการแบบนี้กันหมดแล้วเขาไม่ได้ใช้แบบโบราณซึ่งสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก  และเขาเชื่อว่าเป็นวิธีการสกัดโดยน้ำที่ดีเมื่อได้มาก็เอายาผงที่บอกไปสักครู่  คือ  ข่า  เถาเอ็นอ่อน  เทียนตาตั๊กแตน  ขัดมอญอย่างละ  125  กรัม  นำมาบด  โดยเอาน้ำสมุนไพรที่ได้จากการต้มครั้งแรกมาใส่ครกพอขลุกขลิกบดให้เข้ากัน

ที่อินเดียเขาจะมีครกบดตอนหลังเขาจะมีครกบดที่ใช้ไฟฟ้าสากจะกลิ้งหมุนไปมา  แม้ว่าผงที่บดไว้จะละเอียดมาแล้ว  แบบอินเดียเขาก็ยังมาบดซ้ำอีก  จากการแลกเปลี่ยนทราบว่าชาวอินเดียยังไม่มีความเชื่อเรื่องยาแคปซูลมากนัก  โดยเฉพาะอย่างของไทยเวลาบดเป็นผงแล้วเราจะใส่แคปซูลทานเลย  อินเดียเขาบอกว่าวิธีนี้จะใช้ได้สำหรับสมุนไพรที่เป็นใบหรือส่วนอ่อนของพืช  เช่น  ใบฟ้าทะลายโจร  หรือขมิ้นชันจากแง่ง  จากเหง้าที่พอจะย่อยได้  แต่ถ้าเราเอาโกฐกระดูกที่ค่อนข้างแข็งหรือใช้แกนของไม้มาทำ  อย่างขัดมอญก็เป็นเสี้ยนแข็ง  เขาบอกว่าพวกนี้ที่มาจากส่วนแข็งถึงแม้จะนำไปบดละเอียดแต่ถ้าไฟธาตุของเราไม่ดี  ยาพวกนี้ก็จะไม่ค่อยย่อยเพราะร่างกายเวลาเจ็บป่วยก็จะย่อยไม่ค่อยดี  เขาไม่เชื่อว่าจะรักษาโรคได้ดี

ดังนั้นถึงแม้ว่าจะได้ยาที่เป็นผงก็ยังต้องเอาผงมาบดต่อกับน้ำสมุนไพรเพื่อที่จะสกัดอีกขั้นหนึ่งโดยการบดให้แตกลงไปอีก  ขณะส่วนที่นำมาเป็นผงละเอียดยังบดต่อไปอีกนานเป็นชั่วโมงๆบดกับน้ำสมุนไพรที่สกัดครั้งแรก  รวมกับน้ำมันงาและเคี่ยวโดยใช้ไฟที่อ่อนมากๆแต่ไม่ต้องถึงกับ  Waterbath

อย่างของอินเดียในโรงงานขนาดใหญ่ที่ประยุกต์  เขาจะมีภาชนะสแตนเลสต้ม  ห่อหุ้มด้วยไอน้ำวิ่งผ่านเป็นหม้อ  Steam  เพื่อประหยัดพลังงานและไอน้ำหล่อเข้า  bath  ด้วยตัวไอน้ำคล้ายๆเพื่อรักษาอุณหภูมิ

สำหรับบางที่ยังทำแบบเดิมก็ใช้วิธีเคี่ยวไฟอ่อนมากๆเลย  ถ้าเคี่ยวไฟแรงน้ำมันจะไหม้จะเสียหมดเลย  น้ำมันจะไม่มีกลิ่นหอม  สีก็จะไม่สวยอาจจะต้องเคี่ยวเป็นวันๆยาขนาดหนึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเกือบ  1  อาทิตย์กว่าจะได้  แต่บดผงก็ค่อนเป็นวันแล้ว

ครั้งแรกเมื่อเคี่ยวกับน้ำมันงากับน้ำที่ต้มจากขัดมอญครั้งแรก  เรากรองขัดมอญออกทั้งหมด  เปลี่ยนแต่น้ำสมุนไพรเท่านั้นไม่มีส่วนที่เป็นกากเลย  ส่วนที่เป็นผงเราใส่ไปทั้งผงแต่เวลาเราเคี่ยวน้ำมันงาจะมีกากออกมามากจริงๆหลังจากการเคี่ยวยาในขั้นที่  1  และเอากากออก  ให้เราต้มใส่นมสดลงไปและเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆอีกอย่าใช้ไฟแรงเด็ดขาด  กากจะออกมาอีกกากครั้งนี้จะดูคล้ายทรายแข็งให้เรากรองทิ้งไป  ห้ามนำมากินจะเป็นโทษน้ำมันที่ได้จะประมาณ  4  ลิตร

ตัว  Special  Bala  โดยหลักแล้วจะช่วยเรื่องกระดูกด้วยไม่ใช่ช่วยเรื่องเอ็นอย่างเดี่ยว  บำรุงกระดูก  เอ็นและเป็นน้ำมันพื้นฐานที่จะนวดกันปวดเมื่อยและเกี่ยวกับวาตะเวลาปวดเมื่อย  ปกติก็จะไม่ใช้ทานแต่แม้จะทานก็ไม่เป็นอันตรายอะไร


วิธีการนวดของอินเดีย
   

วิธีการนวดของอินเดีย  ในการนวดน้ำมันแต่ละครั้งเขาจะอุ่นน้ำมันก่อนทุกครั้งจะไม่ใช้การนวดเย็นๆซึ่งการอุ่นบางทีก็ต้องไปตั้งไฟอ่อนๆหรือใช้  Water  bath  แต่เดี๋ยวนี้เรามีที่อุ่นกาแฟ  เราก็ใช้แบบนั้นได้สะดวกดี  การที่ต้องอุ่นก็เพื่อต้องการให้น้ำมันมีคุณสมบัติที่ดีในการซึมทราบให้ร่างกายอุ่น  ช่วงเวลาในการใช้น้ำมันก็มีช่วงเวลาที่เหมาะสม  การนวดน้ำมันหรือการทำเสน่หกรรม  ถ้าเป็นฤดูหนาวเราสามารถนวดในเวลากลางวันได้สบายไม่มีปัญหาแต่ในฤดูร้อนการทำเสน่หกรรมมักจะทำในช่วงเย็นแล้วมักจะไม่ทำในเวลาเที่ยงวัน  บ่ายโมง  หรือบ่ายสองต้องนวดในเวลาที่เย็นแล้วหรือกลางคืนซึ่งเราก็ต้องประยุกต์เอง  แต่ตามหลักเขาก็จะไม่ให้นวดในเวลาที่ร้อนเกินไป  โดยเฉพาะถ้าเราต้องการรักษาโรคที่เกี่ยวกับปิตตะ  หมายถึงว่าร้อนในมีอาการอักเสบภายในเขาก็ต้องใช้ในเวลากลางคืน  ยกเว้นถ้าต้องรักษาคนที่เป็นเกี่ยวกับกัปฝะหรือเสมหะก็ใช้นวดกลางวันได้  กัปฝะหมายถึงพวกที่เป็นหวัดมีน้ำมูก พวกนี้จะมีข้อห้ามปฏิบัติของเขาอยู่

การ นวดของอินเดียได้มีเทคนิคมากมายเหมือนกับการนวดของไทยเพราะเขาใช้สรรพคุณของ น้ำมันกับสมุนไพรเป็นหลักเท่าที่สังเกตดูการนวดของเขาเหมือนการนวดสัมผัสแต่ เขาก็มีแนวการนวดของอินเดียเขาจะมีหลักการนวดคล้ายๆการฝนแม่เหล็ก  คือการย้อนเส้นขนขึ้นมาแล้วนวดตามลงมา  ไม่มีการนวดแรง  ไม่มีการกดจุด  ไม่มีการเค้นมากนัก  ถ้ามีการกดบ้างก็เป็นเพียงการไล้แบบคลึง  ซึ่งเขาก็มีเทคนิคของเขาแต่ถ้ามีคนไข้รายที่หนักจริงๆเขาจะใช้วิธีอาบน้ำมันซึ่งเปลืองมากเพราะน้ำมันแต่ละขวดต้นทุนก็สูงถึง  180  บาทแล้ว  แต่อินเดียเขาเป็นจ้าวแห่งน้ำมันเวลาใช้น้ำมันเขาอาบรดกันเลย  จนกระทั่งมีบางสำนักประยุกต์โดยการใช้นวดสัมผัสเป็นหลักแต่จริงๆแล้วเขาจะนอนบนเตียงไม้  เพราะเชื่อว่าไม้มีความเย็นความร้อนค่อนข้างพอดี  เขาจะอาบทั้งตัวและเจาะรูให้น้ำมันไหลออกมา  มี  3-4  คนช่วยกันซับน้ำ  บีบรด  มีหมอเทน้ำมัน  เขาจะใช้น้ำมันเทรดทั้งตัววนไปวนมาและมีบางคนที่เป็นหมอก็จะช่วยนวดสัมผัสให้มีการนวดอีกแบบหนึ่งเรียกว่า  “ศีรษะธารา”


ใน สปาบางแห่งจะทำสวยมากเขาจะเอาน้ำมันใส่หม้อแล้วใช้เชือกห้อยให้ผู้หญิงสวยๆ แกว่งให้น้ำมันรดบนหน้าผากซึ่งของอินเดียเขาก็จะทำเป็นปกติอันนี้เขาต้องการ บำบัดโรคทางสมองเช่น  พวกนอนไม่หลับ  เป็นไมเกรน  หรือปวดหัวเรื้อรัง  เข้า จะใช้น้ำมันพวกนี้รดกลางนลาฏหรือกลางหน้าผาก เพราะเขาเชื่อว่าเป็นศูนย์ระบบปราสาทซึ่งเขาไม่ได้ใช้มือคนเขาเชื่อว่า น้ำมันที่หยดลงมาทางระดับความสูงที่พอเหมาะเป็นตัวนวดที่ดีและค่อยเทลงไป เรื่อยๆ

คืออายุรเวทจะอาศัยความเบามันจะเป็นอหิงสามากเลย  เป็นสันติวิธีมากเลยจะไม่มีการดัด  การดึงเด็ดขาดในการนวดน้ำมัน  เขาจะลูบไล้แบบสวยงามมากท่านวดของเขาจะสัมผัสสวยมากใช้ความอุ่นของน้ำมัน  น้ำมันนี้จะน้อยเกินไปก็ไม่ได้ศีรษะธาราน้ำมันต้องอุ่นมาก  ต้องอย่าให้ร้อนต้องให้อุ่นเท่ากับเวลาที่เราอาบที่ตัวต้องพอดีๆและความอุ่นต้องเสมอกัน  อันนี้ก็ต้องเป็นเทคนิคของเขาแต่การรักษาก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือน

น้ำมันหอมระเหยเป็นน้ำมันที่อยู่ในส่วนต่างๆ ของพืช  เป็น น้ำมันที่ระเหยได้ในอุณหภูมิปกติ เมื่อถูกความร้อนน้ำมันเหล่านี้ก็จะส่งกลิ่นหอม หรือกลิ่นเหม็นก็ได้ เพื่อล่อให้แมลงมาผสมเกสร หรือไล่แมลงที่เป็นศัตรูของมัน มนุษย์เรารู้จักที่จะสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้จากพืชมาใช้ประโยชน์ เพราะในน้ำมันหอมระเหยมีส่วนประกอบทางเคมีหลายร้อยชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีคุณประโยชน์ต่อการ บำบัดรักษาอารมณ์ จิตใจ และร่างกายของมนุษย์ และเมื่อองค์ประกอบทางเคมีเหล่านี้ผสมผสานกันอยู่ในน้ำมันหอมระเหยของพืชแต่ ละชนิด ก็ทำให้พืชแต่ละชนิดนั้นแสดงเอกลักษณะเฉพาะตัวในการบำบัดรักษาโรคและอาการ ต่างๆ ผ่านกลิ่นได้อย่างอัศจรรย์

น้ำมัน หอมระเหยเป็นน้ำมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ที่มีกลิ่นหอมและมีองค์ประกอบทาง เคมีมากมายหลายชนิด เมื่อสูดดมเข้าไปหรือผ่านทางผิวหนังก็จะซึมผ่านเข้าไปยังส่วนต่างๆของร่าง กานและมีผลต่อการทำงานของสมองและระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งมีผลต่ออารมณ์และจิตใจให้มีการปรับสมดุลย์ทำให้เกิดการบำบัดอาการของ โรคต่างๆ

รูป แบบของการใช้น้ำมันหอมระเหย 2 แนวทางใหญ่คือการสูดดม และการสัมผัสทางผิวหนัง จากสองแนวทางนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้อีกมากมายหลายวิธีทีเดียว ซึ่งก็จะค่อยๆ แนะนำกันไป ดังนี้




การสูดดม (Inherlation)

การ สูดดมไอน้ำที่เจือจางด้วยน้ำมันหอมระเหยเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการ บำบัดโรคหวัด ไซนัส และโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ การสูดดมไอน้ำช่วยทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจชุ่มชื้น น้ำมันหอมระเหยจะช่วยเปิดและผ่อนคลายช่องทางเดินหายใจ (มีข้อควรระวังสำหรับคนที่เป็นโรคหอบหืด และความดันโลหิตสูง)

วิธีการ ทำได้โดยหยดน้ำมันหอมระเหย 5-10 หยดในน้ำต้ม ½ ลิตรที่ใส่อยู่ในชามหรือกะละมังสูดดมไอระเหย หายใจลึกๆ ตัวอย่างสูตรผสมน้ำมันหอมระเหยที่ให้กับการสูดดมไอน้ำ เพื่อแก้หวัด คัดจมูก คือ น้ำมันยูคาลิปตัส 3 หยด  น้ำมันเปปเปอร์มินท์ 2 หยด นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำมันหอมระเหยเจือจางหยดลงบนผ้าเช็ดหน้า สำลี หรือทิชชูแล้วสูดดมก็ได้เช่นกัน




ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

VIP

Rank: 4

ton.ton โพสต์เมื่อ 2011-6-1 14:26 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เยี่ยมมากๆเลยครับพี่ต้น อ่านและจขอจดจำไว้เป็นข้อมมูลรวบรวมไว้เกี่ยวกับแขนงหนึ่งของ Holistic ครับ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

admin โพสต์เมื่อ 2011-6-2 10:16 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ต้นฉบับโพสต์โดย ton.ton เมื่อ 2011-6-1 14:26
เยี่ยมมากๆเลยครับพี่ต้น อ่านและจขอจดจำไว้เป็นข้อมม ...

การบำบัดที่เก่าแก่สืบทอดมาจนปัจจุบัน ต้องผ่านช่วงเวลาต่างๆมากมายนั้น ประสบอุปสรรคมากมาย โดนปราบปราม โดนเผาคำภีร์ หรือ ตำรา สาบสูญจากการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น จนปัจจุบันไม่เป็นที่ยอมรับ หาว่าเป็นไสยศาสตร์  มนต์ดำ บ้างว่างมงาย หากแต่เขาเหล่านั้นไม่เคยได้พิสูจน์ความจริง ปิดกันโดยใช้แค่ความที่ตนรู้มาเห็นมา มาตัดสิน จนปัจจุบันได้มีกลุ่มคนที่พยายามพิสูจน์ จดบันทึก เผยแพร่ จนเป็นที่ยอมรับ หากแต่ว่า ได้ถูกเรียกแบบมักง่ายแคาว่า แพทย์ทางเลือก แลัยังถูกกีดกันอีกมากมายทางกฎหมายและผลประโยชน์
ช่วงนี้ไม่ว่าง แต่จิตว่าง ว่าง ว่าง

Mod

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

cateye โพสต์เมื่อ 2011-7-5 14:56 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ได้ประโยชน์มากครับ  ขอบคุณ

     
รหัสลับ เปลี่ยน